Light Yagami - Death Note
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แปลกประหลาด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แปลกประหลาด แสดงบทความทั้งหมด

TOP FIVE By NopLucifer : 5 อันดับการค้นพบสัตว์ประหลาดลึกลับ เรื่องจริงหรือโกหกทั้งเพ! TOP FIVE : Mystery Monsters Truth or Fiction!

ในโลกยุคปัจจุบันนี้ อะไรๆก็สะดวกยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน เพราะเรามีเทคโนโลยีหลายๆอย่างที่พัฒนา และช่วยอำนวยความสะดวกให้เราได้มากยิ่งขึ้น
 

เช่นกัน บางเรื่องราว เมื่อมีการค้นพบ หรือ เผยแพร่ มันก็มักจะมาถึงตัวเราได้อย่างรวดเร็ว แต่กระนั้นเลย บางอย่างเราก็ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนด้วยว่า มันเป็นเรื่องจริง น่าเชื่อถือ หรือเรื่องที่กุขึ้น เพื่อหลอกลวงกัน...
 

เอาล่ะ เกริ่นอะไรเยอะแยะ พาเข้าเรื่องเลยดีกว่า ฮ่า....
 

วันนี้ผมจะพาทุกท่านไปพบกับ เรื่องราวที่ลึกลับ และ น่าสนใจ...

นั่นก็คือ!!!



5 อันดับการค้นพบสัตว์ประหลาดลึกลับ
ที่เป็นเรื่องจริง หรือ เรื่องโกหกทั้งเพ!!!





มาเริ่มต้นกันในอันดับที่....


อันดับที่ 5
No.5 De Loy's Ape ลิงยักษ์ที่เวเนซูเอล่า


 
ขอขอบคุณภาพจาก Wikipedia.org

Ameranthropoides loysi (De Loys'Ape) เป็นรูปถ่ายสัตว์ประหลาดที่รูปร่างเหมือนลิง ถูกพบโดยฟรังซัวส์ เดอ ลอยส์และคณะของเขาที่พบระหว่างทางในขณะตามหาแหล่งน้ำมันตามพื้นที่ชายแดนระหว่างโคลอมเบียและเวเนซุเอลาซึ่งส่วนมากใกล้กับเลค มาราโกโบในระหว่างปี 1917-1920 แต่ไม่ประสบผลสำเร็จเพราะต้องผจญกับโรคภัยการการต่อสู้กับชาวพื้นเมือง ส่งผลทำให้สมาชิกกลุ่มล้มตายหลายคน.....

จนกระทังในปี 1920 พวกเขาได้ตัดสินใจตั้งใกล้แม่น้ำแห่งหนึ่ง พวกเขาก็ได้เห็นสัตว์ประหลาดขนาดใหญ่สองตัววิ่งเข้าหาพวกเขา ตอนแรกหลายคนคิดว่าเป็นหมี หากแต่เมื่อสังเกตดีๆ ก็พบว่าสัตว์ประหลาดดังกล่าวมีลักษณะแปลกประหลาด 

โดยชื่อว่าสองตัวดังกล่าวคือตัวเมียและตัวผู้ซึ่งพวกมันทำร้ายพวกเขา และเพื่อความปลอดภัยพวกเขาได้ยิงฆ่าสัตว์ประหลาดตัวผู้ไป ส่วนตัวเมียก็วิ่งหายเข้าไปในป่า

และเมื่อพิจารณาสัตว์ประหลาดตัวนี้ดีๆ ก็พบว่ามันเป็นสัตว์ที่หลายคนไม่เคยพบมากก่อน รูปร่างคล้ายกับลิงแมงมุม แต่มันมี ขนาดใหญ่มาก สูง 1.57 เมตร มีฟัน 32 ซี่( ลิงส่วนใหญ่บนโลกมี 36 ซี่) และไม่มีหาง ขนาดและรูปพรรณ ส่วนหน้าผาก ของพวกมัน แสดงให้เห็นว่ามันไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลยกับสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนมในอเมริกาใต้ 


จากนั้นพวกเขาก็นำซากของมันมาจัดท่าทางนั่งบนลุงและเอาไม้พยุงไว้ที่ใต้คางของมัน จากนั้นก็ถ่ายภาพเพียงภาพเดียว และก็ทิ้งซากของมันไว้อย่างนั้น ทั้งที่ควรเก็บไว้เป็นหลักฐาน....

แน่นอนว่าต่อมาภาพดังกล่าวก็เป็นที่ถกเถียงกันว่ามันคือตัวละครกันแน่ หลายคนวิจารณ์มันว่าเป็นเรื่องหลอกลวง เพียงแค่เอาซากลิงมาถ่ายภาพ ในขณะที่บางคนแย้งว่ามันอาจเป็นลิงพันธุ์ใหม่ที่ไม่มีใครรู้จักมากว่า และเชื่อว่าภาพดังกล่าวคือสัตว์ประหลาดลิงของจริงเพราะดูจากหน้าอก มือ ใบหน้า และที่สำคัญคือส่วนหน้ากากสูงกว่าลิงอื่นๆ ที่มีการค้นพบ!!




อันดับที่ 4
No.4 Yeti เยติ ลิงยักษ์หิมะแห่งทิเบต



ขอขอบคุณภาพจาก moviemorlocks.com

ในปี 2011 ได้มีการเปิดเผยว่ากระทรวงต่างประเทศของอเมริกาได้ออกฎระเบียบในปี 1950 สำหรับผู้ที่คิดเดินทางไปเทือกเขาหิมาลัยในประเทศเนปาลและทิเบตเพื่อค้นหาเยติว่า นักเดินทางทุกคนจะต้องจ่ายค่าใบอนุญาต และถ้าเห็นสัตว์จะต้องการถ่ายภาพหรือถ่ายในขณะที่มันมีชีวิตอยู่ สิ่งมีชีวิตจะต้องไม่ถูกดฆ่าหรือถูกยิง เว้นว่าจะอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินจากการป้องกันตัวเองที่สุดในนั้น ส่วนรัฐบาลเนปาลได้จัดเยติเป็นสัตว์สงวนพันธุ์ทั้งๆ ที่ยังไม่มีมีหลักฐานการมีตัวตนของเยติข่าว ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าอเมริกาและรัฐบาลอื่นๆ ทั่วโลกเชื่อว่ามีเยติในเทือกเขาหิมาลัยตั้งแต่ปี 1950....

ประเด็นความน่าสนใจเริ่มขึ้นเมื่อเอริค ซิปตันรักไต่เขาชาวอังกฤษนักไต่เขาอังกฤษกับคณะเดินทางไปสำรวจยอดเขาเอเวอร์ เรสได้พบรอยเท้าเยติบนธารน้ำแข็ง เขาจึงประกาศว่าเมื่อก่อนเขาไม่เชื่อว่าเยติมีจริงแต่ตอนนี้เมื่อมาพบด้วยตา ของตนเอง เขาเชื่อว่ามีจริง บางทีจะเป็นสัตว์ใหญ่จำพวกลิงเอปอาศัยอยู่ตามภูเขาสูง เชื่อว่าอาศซัยอยู่ยอดเขาประมาณ 6,000 เมตร (20,000 ฟุต) เหนือระดับน้ำทะเล



ในปี 1956 ร้อยโทโปแลนด์ Sławomir Rawicz ผู้เขียนหนังสือThe Long Walk ได้อ้างว่าขณะที่เขาและพรรคพวกข้ามภูเขาหิมาลัยในปี 1940 ก็ได้พบสัตว์เดินสองเท้าสองตัวที่เชื่อว่าเป็นเยติขวางเส้นทางของพวกเขาในปี 1950 ทอม ซลิ คราชาน้ำมันจากรัฐเท็กซัส และนักผจญภัยได้เกิดความสนใจในเรื่องเยติ เขาสรุปว่าเยติมีสองชนิดคือตัวสีดำสูงประมาฯ 8 ฟุต (2.4 เมตร) และสีแดงขนาดเล็ก และเขาก็เคยเห็นเยติทั้งระยะใกล้และไกล ในปี 1959 เขาได้พบเยติในขณะไปประเทศเนปาล เขาได้เห็นไกล ปรากฏว่าสักสองสามนาที สิ่งมีชีวิตดังกล่าวสูว 5 หรือ 6 ฟุต (1.5-1.8 เมตร) มีขนสีแดง หลังจากสัตว์หายไป เขาและลูกทีมก็ค้นพบบริเวณที่มันปรากฏก็พบกองอุจจาระที่เชื่อว่าเป็นของ สัตว์ดังกล่าวที่ถ่ายออกมา.....

ไม่นานทอม ซลิคได้เก็บตัวอย่างและส่งมันไปวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการในฝรั่งเศส การวิเคราะห์พบปรสิตที่ชื่อว่า whipworm หรือพยาธิ แส้ม้า เป็นพยาธิตัวกลมชนิดหนึ่งในลำไส้มนุษย์ แต่พยาธิแส้ม้าดังกล่าวไม่สามารถจำแนกตารมวิทยาศาสตร์ได้ว่ามาจากสัตว์สาย พันธ์ใหม่ แสดงให้เห็นว่าเจ้าของอุจจาระนั้นเป็นสัตว์ลึกลับที่คนไม่รู้จัก ถ้าเรื่องดังกล่าวเป็นจริงอุจจาระนั้นเป็นหลักฐานว่าเยติมีอยู่จริงในเนปาล ปัจจุบันหลักฐานอุจจาระดังกล่าวอบู่ในพิพิธภัณฑ์นานาชาติ Cryptozoology ในพอร์ตแลนด์ รัฐเมนต์.....




นอกจากนี้ทอม ซลิค ยังให้ทุนแก่คณะนักสำรวจค้นหาเยติแต่ผลก็เหมือนกับคณะนักสำรวจอื่นๆ คณะนักสำรวจจากรัสเซีย เชคโกสโลวาเกีย และญี่ปุ่น เดินทางไปค้นหาเยติแต่ก็ไม่พบอะไรไปมากกว่าคณะนักสำรวจชุดที่แล้วๆ มา อีก ทั้งยังแอบขนชิ้นส่วนมือมัมมี่ที่เชื่อว่าเป็นของเยติกลับไปที่อังกฤษเพื่อ วิเคราะห์ด้วย อย่างไรก็ตามเขาก็ได่เสียชีวิตลงในปี 1962 จากอุบัติเหตุเครื่องบินตกในมอนแทนาเส้นทางไปแคนาดา ในขณะอายุเพียง 46 ปีเท่านั้น.....






อันดับที่ 3
No.3 Chupacabra ตัวดูดเลือดแพะ



ชูปากาบรา Chupacabra แปลว่า ตัวดูดเลือดแพะ เป็นสิ่งมีชีวิตลึกลับในตำนานชนิดหนึ่ง มีผู้ที่อ้างว่าพบเห็นมันครั้งแรกในเปอร์โตริโกในช่วงต้นทศวรรษที่ 50 และมีหลายคนรายงานว่า มันได้ฆ่าสัตว์ชนิดต่าง ๆ เช่น แพะ ด้วยการดูดเลือด เป็นจำนวนมาก และยังคงมีผู้พบเห็นมันมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน....

ปัจจุบันที่เปอร์โตริโก มีนักสำรวจท้องถิ่นได้สำรวจเรื่องราวเกี่ยวกับชูปากาบรา และพบถ้ำแห่งหนึ่งที่เชื่อว่าเป็นที่อาศัยของมัน และรอยเท้าของชูปากาบราก็มีลักษณะใหญ่คล้ายนกกระจอกเทศ....




จากการศึกษาซากสัตว์ที่เชื่อว่าตายด้วยการดูดเลือดของชูปากาบราจนหมดตัวนั้นของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ พบว่า แท้จริงแล้วเลือดในตัวสัตว์เหล่านั้นยังมีอยู่ เพียงแต่ว่าถ้ามองจากภายนอกอาจดูเหมือนไม่มีเลือดเหลืออยู่ในตัวเลย เป็นเพราะเลือดในตัวสัตว์นั้นได้หยุดไหลเมื่อหัวใจหยุดเต้น และเชื่อว่า สัตว์ที่โจมตีสัตว์เหล่านี้นั้น น่าจะเป็น สุนัขป่าหรือลิงป่าอย่างไรก็ตามจากภาพสเกตช์ของผู้ที่อ้างว่าเคยพบเห็น ชูปากาบรามีรูปร่างหน้าตาหลากหลายต่างกัน แต่มีลักษณะที่ร่วมกันคือ มีหน้าตาคล้ายมนุษย์ต่างดาวที่เรียกว่า เกรย์ (Grey) แต่มีขาหลังที่ใหญ่คล้ายจิงโจ้....


ในวันที่ 21 พฤษภาคม ค.ศ. 2010 พยาบาล 2 คน ได้พาสุนัขไปเดินเล่นแถวริมทะเลสาบ ที่รัฐออนตาริโอ ประเทศแคนาดา ได้พบเห็นสัตว์ตัวหนึ่งที่มีลักษณะประหลาด คือ ร่างกายเต็มไปด้วยขน แต่หัวล้านเลี่ยน หน้าตาน่ากลัว ลำตัวยาว ขายาว มีหางคล้ายหนู ซึ่งไม่มีใครบอกได้ว่า คือสัตว์อะไร มีผู้เชื่อว่าคือ ชูปากาบรา


แต่ที่น่าสนใจและเป็นข่าวดังไปทั่วโลกคือ คลิปวีดีโอคลิปหนึ่งที่เผยแพร่มาจากรัฐเทกซัส โดยมีเกษตรกรรายนึงอ้างว่า พวกเขาไล่จับ ชูปราคาบราในเม็กซิโก (ดูคลิปได้จากคลิปด้านบน)

มันวิ่งเร็วมากๆ จนคนดูคลิปนี้มองแทบไม่ทัน แต่เห็นคร่าวๆ คือมันเหมือนหมาสีเทา ก่อนที่ภาพจะจบลงเมื่อพวกเขายิงมัน จนเป็นศพ และฝังมันไว้ในที่ดินที่บ้านของเขา โดยเจ้าตัวที่เชื่อว่าเป็นชูปากาบรานั้นได้ฆ่าไก่ของเขาไปแล้วถึง 3 หน ซึ่งเจ้าสัตว์ตัวนี้มีรูปร่างแปลกมาก คือ ตัวเป็นสีฟ้าปนสีเทาและไม่มีขน คลิปถูกโพสลงในอินเตอร์เน็ต จนโด่งดัง และวีดีโอนี้ก็ถูกแพร่ภาพที่ CNN และสถานีข่าวชื่อดังอื่นๆ....



แต่ภายหลังจากที่มีคนที่ดูคลิปนี้และดูรูปศพมัน ก็เกิดข้อโต้แย้งตามมามากมาย เพราะดูยังไงก็ไม่ใช่ ชูปราคาบรา มันเหมือนวีดีโอเทศบาลไล่จับหมามากกว่า แถมจากการพิสูจน์ของนักวิทยาศาสตร์จากกะโหลกและตรวจดีเอ็นเอของสัตว์ชนิดนี้แล้วนั้น พบว่า เป็นเพียงสุนัขไคโยตี้ที่เป็นขี้เรื้อนเท่านั้น.....กำเวงงงงง....เห้อออออ


อันดับที่ 2
No.2 The SewerCam อสูรกายในท่อน้ำทิ้ง



ความลึกลับขยะแขยงนี้ถูกนำมาลงโพสในอินเตอร์เน็ตอย่างน่าสะพรึง (ดูคลิปได้จากคลิปด้านบน) โดยเจ้าของภาพอ้างว่าเขาได้ถ่ายวีดีโออสูรกายลึกลับที่ตั้งชื่อกิ๊บเก๋ว่า The SewerCam รูปร่างเหมือนก้อนเนื้อขนาดยักษ์ น่าขยะแขยง ผิวลื่นๆ คล้ายปลาไหล มันเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ เต้นเป็นจังหวะ เมื่อพบเห็นคน มันก็จะคลานหนีอย่างๆ โดยมันอาศัยอยู่ในท่อระบายน้ำเสียของเมือง Raleigh รัฐ North Carolina มันสามารถไต่เพดาน และในไม่ช้ามันจะขึ้นบก เพื่อครองโลก ห้ะ!!

เบื้องหลังความจริงคือ........สงสัยท่อระบายน้ำอเมริกานี้สกปรกมากๆ เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตที่หลากหลายและน่าขยะแขยง ไม่ว่าจะเป็น หนู, แมงสาป และสัตว์ประหลาด มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่ามันไม่ใช่สัตว์ประหลาดและไม่ใช้สัตว์ลึกลับ แต่มันคือ "ไส้เดือนน้ำ(Tubifex)"




ไส้เดือนน้ำนี้ สามารถพบได้ตามแหล่งน้ำเน่า ในไทยก็มีเอาไว้เลี้ยงปลา แต่ที่เห็นอยู่กันเป็นก้อนๆ เนื่องจากในท่อระบายน้ำไม่มีน้ำมาก ไม่มีดินหรือตะกอนให้มันเกาะ มันเลยไหลไปๆ รวมตัวกัน มันจะสร้างรังหรือถุงน้ำครอบตัวมันไว้เป็นก้อนๆ ถ้าอยู่ในที่น้ำเยอะๆ คงไม่จำเป็นต้องสร้างถุงแบบนั้น แล้วที่เป็นมันขยับเพราะว่าถ้ามีไส้เดือนตัวใดตัวหนึ่งขยับตัวอื่นก็ขยับตามไปด้วย



และไม่ต้องกังวลที่มันจะครองโลกหรอกนะ หนอนพวกนี้กินแต่ซากและของเน่าเหม็นเท่านั้น สบายใจได้ เรายังเป็นเจ้าโลกต่อไปอีกนานแสนนานเลยทีเดียว อิอิ.........


และแล้วก็มาถึง อันดับที่ 1 ของเรา นั่นก็คือ!!

 



อันดับที่ 1
No.1 Cerro Azul Monster



มันคือสิ่งมีชีวิตในปานามาเป็นซากศพประหลาดที่ถูกถ่ายในเมือง Cerro Azul ในประเทศปานามาเมื่อเดือนกันยายน 2009 และถูกเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ต โดยเนื้อหาเล่าว่าวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งสี่หรือห้าคนอายุระหว่าง 14 และ 16 กำลังเดินเล่นเที่ยวริมน้ำและได้เห็นสิ่งมีชีวิตตัวหนึ่งออกมาจากถ้ำรูปร่างมันมีขนและมีฟันคม แขนยาว น่าเกลียดน่ากลัว และกลุ่มวัยรุ่นยังอ้างว่ามันพุ่งมาหาพวกเขา!!

ด้วยความกลัวพวกเขาจึงตอบโต้ด้วยการปาหินใส่มันจนตาย และพวกเขาโยนร่างของสัตว์ดังกล่าวลงสระน้ำ ก่อนที่เวลาต่อมาพวกเขาก็กลับมายังพื้นที่ดังกล่าวอีกครั้งเพื่อถ่ายภาพ โดยภาพดังกล่าวเป็นสิ่งมีชีวิตรูปร่างขาวเผือกไม่มีขน มีหน้าตาแปลกประหลาด และแขนและขายาวผิดปกติ และท้องโป่งพอง.....



จากนั้นพวกเขาก็ส่งภาพซากดังกล่าวไปยังสถานีโทรทัศน์ปานามาและเรื่องราวก็ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก และอินเตอร์เน็ต เช่นเว็บ cryptozoology  แน่นอนก็ข้อสันนิษฐานแตกต่างกันไปบ้างก็ว่าเป็นสลอธไม่มีขน หรือไม่ก็มนุษย์ต่างดาว หรือสัตว์พันธุ์ใหม่ที่ยังไม่มีการค้นพบที่ไหนมาก่อน

อย่างไรก็ตามศพสิ่งมีชีวิตดังกล่าวได้ถูกกู้คืนสี่วันหลังจากค้นพบและมรการตรวจชิ้นเนื้อโดยหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมแห่งชาติของปานามา ก่อนที่จะสรุปว่ามันคือสลอธน้ำตาล  สายพันธุ์ที่พบทั่วไปในพื้นที่ดังกล่าว และเด็กไม่เข้าใจ (หรือสับสน) จนเกิดความเข้าใจผิดดังกล่าว สาเหตุที่มันรูปร่างดังกล่าวเพราะการเน่าสลายเนื่องจากอยู่ในน้ำนานเท่านั้นเอง.....

 
และทั้งหมด ก็ยังเป็นสิ่งที่เราหลายๆคนเลือกที่จะเชื่อ ว่ามันเป็นเรื่องจริง หรือ นิยายหลอกลวง ทำขึ้นมาให้เราหลงเชื่อ....


ก็แล้วแต่ท่านล่ะนะ ว่าจะเลือกเชื่อในส่วนไหน...ฮ่าๆ
 
วันนี้ก็ขอจบลงก่อน 
วันหน้าจะนำพาเอาเรื่องน่าสนใจมาฝากกันอีกนะจ้ะๆๆ....

ขอบคุณแหล่งที่มา
Wikipedia.org
Pantip.com
Dek-D.com
Listverse.com

ติดตามอ่านเรื่องราวลึกลับ น่าฉงน ประวัติศาสตร์อันน่าค้นหา และ บางเรื่องราวที่ยังเป็นปริศนาไร้ซึ่งคำตอบได้ที่นี่ 
ทั้งเพจ บล๊อก และ ยูทูป!!

อัพเดทเรื่องราวต่างๆก่อนใคร : https://www.facebook.com/NopLucifer
อ่านบทความแบบละเอียด : http://nop-lucifer.blogspot.com/
ดูคลิปแบบย่อๆได้ทางยูทูป : http://www.youtube.com/c/NopLucifer999


บันทึกลึกลับ!!...ตอน : 20 อันดับรูปภาพที่ลึกลับที่สุดของโลก!! (Best of 20 Mystery Pictures)


ขี้เกียจอ่าน ดูคลิปแทนได้นะจ้ะ....



มาเริ่มต้นกันที่....

อันดับที่ 20
สัตว์ประหลาดแห่งทะเลสาปล๊อดเนส


เป็นอันที่รู้กันมานาน เกี่ยวกับตำนานสัตว์ประหลาดในทะเลสาปล๊อดเนส ที่ขนานนามว่า "เนสซี" โดยภาพถ่ายที่มีชื่อเสียงที่สุดของเนสซี โดยโรเบิร์ต เคนเนท วิลสัน ศัลยแพทย์ชาวอังกฤษ ในวันที่ 19 เมษายน ค.ศ. 1934 โดยภาพนี้มีชื่อว่า "ภาพของศัลยแพทย์" (The Surgeon's Photo) ซึ่งมีผู้วิเคราะห์ว่าอาจเป็นแค่หางของนากที่กำลังดำน้ำ ซึ่งรูปนี้ได้รับการเปิดเผยในปี ค.ศ. 1998 จากคริสเตียน สเปอร์ลิง ชายวัย 90 ปี ว่าเป็นหนึ่งในผู้ร่วมสร้างภาพนี้ ที่จริงแล้วเป็นเพียงแค่หุ่นจำลองที่ติดกับเรือดำน้ำเด็กเล่นเพียงเท่านั้น....
 


อันดับที่ 19
ผีเฟร็ดดี้แจ็คสัน 




ภาพถูกถ่ายในปี 1919 โดยเป็นภาพกลุ่มทหารเรือ ที่น่าขนลุกคือได้ปรากฏชายที่ชื่อ เฟรดดี้ แจ็คสัน มาโผล่ด้านหลังชายคนหนึ่งในรูป (สังเกตในวงกลม)โดยที่เขาเพิ่งถูกฆ่าตายไปก่อนที่จะมีการบันทึกรูปใบนี้....
 


อันดับที่ 18 
ผีแห่งหอคอยแห่งลอนดอน 



แน่นอนหลายท่านคงจะรู้ดีว่า หอคอยลอนดอนนั้น ผีดุแค่ไหน....แต่รูปในตำนานจริงๆนั้นคือรูปนี้ครับ....รูปนี้เกิดขึ้นที่ประตูแฮมป์ตันคอร์ทพาเลซในทิศตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงลอนดอนโดยภาพนี้ติดอยู่บนโทรทัศน์วงจรปิดในวันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม 2003 เชื่อว่าน่าจะเป็นวิญาณของผู้ใดผู้หนึ่งซึ่งเคยถูกกักขังหรือถูกประหารในหอคอยแห่งลอนดอนแห่งนี้ในช่วง ศษตวรรษที่ 16 เป็นต้นมา...

ท้ายที่สุดมีคนพิสูจณ์ได้ว่า รูปนี้เป็นเพียงรูปปลอมที่จงใจทำขึ้นมา...

 

อันดับที่ 17 
ผีในโบสถ์ที่ยอร์กเชียร์ 


รูปนี้ถ่ายโดยนาย K.F.Lord ในคริสตจักรยอร์กเชียร์ ปี 1963 แต่ภายหลังมีผู้สังเกตว่า มันน่าจะเป็นรูปถ่ายที่ถูกทำขึ้นมา เพราะรูปหน้าของผีมันดูโดดเด่นเกินไป....อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับความเชื่อส่วนบุคคลแล้วนะครับ

 

อันดับที่ 16 
เหตุเกิดที่หุบเขาฟอลคอน 



เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นบริเวณหุบเขาฟอลคอน ประเทศแคนาดาในวันที่ 20 พฤษภาคม 1967 โดยนายสเตฟาน มิชาลัค เขาได้อ้างว่าพบเห็นวัตถุลึกลับรูปซิการ์ได้ร่อนลงในบริเวณสวนของเขา เมื่อเขาเข้าไปใกล้ก็เห็นประตูมันเปิดออก หลังจากที่เขาพยายามที่จะทำให้การติดต่อในภาษาอังกฤษและภาษาอื่น ๆ แต่ก็ไม่มีการตอบสนอง เขาอ้างว่ามีการเผาไหม้มือของเขาในขณะที่พยายามที่จะเข้าไปใกล้ๆ ทั้งนี้ยังพบรอยไหม้รูปตารางที่เผาไหม้บนตัวของเขาอีกด้วย ซึ่งยังคงไม่สามารถพิสูจณ์ได้ว่ามันคือรอยอะไรกันแน่....

 

อันดับที่ 15 
ลิงยักษ์ในสวนหลังบ้าน


 ในปี 2000 รูปนี้ถูกถ่ายโดยผู้หญิงที่ไม่ระบุชื่อและจัดส่งไปให้กรมนายอำเภอ ซาราโซตาเคาน์ตี้ รัฐฟลอริดา โดยรูปถ่ายที่ได้รับมาพร้อมกับจดหมายจากหญิงที่เธออ้างว่าได้ถ่ายภาพลิงในสนามหลังบ้านของเธอ ผู้หญิงที่เขียนว่าเมื่อสามคืนที่แล้ว ได้มีลิงบุกรุกเข้าสนามหลังบ้านของเธอเธอจึงรีบถ่ายรูปเอาไว้ เธอเชื่อว่าลิงเป็นลิงอุรังอุตัง แต่หลายๆคนกลับเชื่อว่ามันคือ สัตว์ประหลาดนามว่า บิ้กฟุต ในตำนาน...
 


อันดับที่ 14 
ลำแสงลึกลับแห่งเฮสดาเลน 



หุบเขาเฮสดาเลนแห่งนี้อยู่ในนอร์เวย์ มีความยาวประมาณ 12 กิโลเมตรมีประชากรอยู่น้อยมาก จนเมื่อกระทั่งช่วงปี 1980 ได้ปรากฏเหตุการณ์ประหลาด คือ มีแสงสว่างวาปคล้ายลูกไฟเกิดขึ้นบริเวณเหนือหุบเขาโดยที่ไม่มีใครรู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง โดยที่เกิดถี่มากประมาณ สัปดาห์ละ 20 ครั้งจนทำให้มีผู้คนที่รู้ข่าวต่างก็เดินทางมาชมปรากฏการณ์ประหลาดนี้มากขึ้นเรื่อยๆ แต่หลังจากนั้นมันก็เริ่มปรากฏน้อยลงเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบันมันก็ยังเกิดขึ้นอยู่....

 

อันดับที่ 13 
นักบินอวกาศแห่งโซล่าเฟิร์ธ 



ภาพที่ถ่ายในปี 1964 โดยฝีมือของจิม เทอป์เพลตันที่ถ่ายลูกสาวห้าขวบของเขาในพื้นที่บะระห์ ซึ่งมองเห็นโซลเวย์เฟิร์ธ คัมเบอร์แลนด์ซึ่งเป็นพรมแดนระหว่างสก็อตและอังกฤษโดยเขาถ่ายรูปสาวของเขาสามใบในลักษณะนั่งบนพื้นหญ้า และเมื่อภาพออกมาเขาก็ตกใจเมื่อภาพมีสิ่งแปลกปลอมอะไรบางอย่างเหมือนนักบินอวกาศตัวใหญ่ที่อยู่ข้างหลังศีรษะลูกสาวของเขา โดยนักบินอวกาศสวมชุดสีขาวแล้วหมวกแปลกๆ เหมือนหมวกกันน็อกอยู่บนหัว ทั้งที่เขายืนยันว่าตอนที่ถ่ายรูปดังกล่าวบริเวณโดยรอบไม่มีคนอื่นอยู่ใกล้เลย....ปัจจุบันมีผู้สันนิษฐานว่า น่าจะเป็นแม่ของเธอเองที่กำลังยืนหันหลังอยู่

 

อันดับที่ 12 
นักท่องกาลเวลา 


รูปนี้ถ่ายได้ในปี 1941 โดยเป็นภาพเหตุการณ์ที่ได้ถ่ายหลังตอนที่มีการรายงานน้ำท่วมสะพาน South Folk ในประเทศแคนาดา ในภาพปรากฏชายด้านขวาที่ถือกล้องถ่ายรูปซึ่งดูทันสมัยมาก (อาจเป็นกล้องในยุคปัจจุบัน) ซึ่งต่างกับชายอีกคนในด้านซ้ายที่ถือกล้องธรรมดาในสมัยนั้น เชื่อว่า ชายคนที่ถือกล้องทันสมัยอาจจะมาจากเวลาอนาคต ซึ่งนอกจากนี้ยังมีภาพอื่นๆที่มีลักษณะคล้ายกัน เช่น หญิงที่ใช้มือถือ ในยุคที่ยังไม่มีมือถือในหนัง ชาร์ลี แชปปลิ้น เป็นต้น.... 

ภายหลังก็มีผู้มาเปิดเผยว่า เป็นคนที่อยู่ในภาพ แต่เผอิญเขาแต่งตัวให้แปลกไปจากคนอื่นๆ และในมือเขาคือกล้องส่องทางไกลเพียงเท่านั้น อันนี้ก็แล้วแต่ความเชื่อแต่ละคนอะเนอะ......

 

อันดับที่ 11 
ลำแสงลึกลับบนดาวอังคาร  



แสงลึกลับบนดาวอังคารซึ่งถูกถ่ายได้โดยนาซ่าได้สร้างปรากฏการณ์ตื่นเต้นแก่ผู้คนบนนิตรสาร พีเพิล ในวันที่ 8 เมษายน 2014 ซึ่งในรูปปรากฏแสงคล้ายเลเซอร์ยิงขึ้นมาจากพื้นผิวดาวอังคาร หลายคนเชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวเป็นผู้ทำ แต่ก็มีผู้แย้งว่าน่าจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติมากกว่า....


 



โห...แค่ 10 อันดับแรกก็น่าฉงนกันแล้ว!! มาดูอันดับ ท๊อปเทนกันครับ ว่าจะน่าตื่นเต้นแค่ไหน!! 


TOP TEN!!!



อันดับที่ 10 
หญิงปริศนาในวันลอบสังหาร 



ระหว่างที่มีการวิเคราะห์วีดีโอเหตุการณ์ลอบสังหารจอห์น เอฟ เคนนาดี ในปี 1963 ก็เกิดเรื่องน่าสนใจและเรื่องลึกลับขึ้น เมื่อมีภาพหนึ่งจับภาพฝูงคนที่อยู่ใกล้ๆ รถที่เคนนาดี้โดนยิง มีผู้หญิงคนหนึ่งใส่เสื้อกันหนาวและผ้าพันคอสีน้ำตาลชมพูอยู่บนหัวของเธอ (ผ้าพันคอกลายเป็นสาเหตุเรียกชื่อเธอ ซึ่งการการใช้ผ้าคลุมคลุมที่หัวจะเหมือนการแต่งกายของหญิงรัสเซีย grandmothers เรียก ว่า babushkas) 

ซึ่งลักษณะท่าทางของเธอเห็นได้ชัดว่าเธอกำลังจับกล้อง(หรือวีดีโอ)บันทึกภาพ เหตุการณ์ที่จอห์น เอฟ เคนนาดี้โดนยิงที่หัวแบบจะๆ และคาดว่าภาพที่เธอจับนั้นจะเป็นภาพวินาทีสังหารเคนนาดี้ที่ชัดมากกว่าของใคร ทั้งหมด แต่แล้วเธอก็หายตัวไปอย่างลึกลับท่ามกลางฝูงชนที่หนีออกจากสถานที่เกิดเหตุ มีพยายบอกว่าเธอหนีไปทางตะวันออก พวกผู้เกี่ยวข้องและ FBI พยายามสืบและตามหาตัวเธอเพื่อขอหลักฐานนี้มาประกอบคดี หากจนบัดนี้ก็ยังไม่มีใครพบตัวเธอเลย และหลักฐานที่เธอได้นั้นไม่รู้ว่าจะสำคัญพอที่จะพลิกคดีจนเขย่าโลกได้หรือไม่?

ทำไมหญิงคนนี้ถึงไม่ปรากฏตัว? ทำไมเธอถึงไม่มอบหลักฐานนี้ให้ทางการ? มีข้อสันนิษฐานว่าเธออาจถูกเก็บโดยผู้สมคบคิดเพราะเธอมีหลักฐานพลิกโลก ในปี 1970 มีคนอ้างว่าเป็นเลดี้ Babushka ที่ชื่อ Lolita Davidovich หากแต่ต่อมาเธอก็รับสารภาพว่าโกหก จนบัดนี้ปริศนานี้ก็ไม่ได้ไขแต่อย่างใด.....


 

อันดับที่ 9
กลุ่มคนปริศนาในตึกเวิร์ลเทรด (9/11)



ในทั้งสองรูปถ่ายของช่องโหว่ที่เกิดจากเครื่องบินชนหอคอยใต้ของ WTC ในเหตุการณ์ 9/11 คุณจะเห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ยืนอยู่บนขอบของหลุมกำลังโบกมือ ชื่อของเธอคือ เอ็ดน่า คลินตัน และความลึกลับก็คือ หลายคนบอกว่าภาพเหล่านี้เป็นสิ่งบ่งบอกว่าเธอเป็นผู้รอดชีวิตแต่มีข้อน่าสงสัยว่า ในสภาวะแบบนั้นเธอรอดมาได้อย่างไร.
 


อันดับที่ 8 
ปั้งไฟพญานาคแห่งลุ่มน้ำโขง



บั้งไฟพญานาค หรือชื่อที่เรียกกันในก่อนปี พ.ศ. 2529 ว่า บั้งไฟผี เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกลางแม่น้ำโขง เห็นได้จากทั้งฝั่งไทยและลาว ลักษณะเป็นลูกกลมเรืองแสงลอยขึ้นจากน้ำขึ้นไปในอากาศ จำนวนลูกไฟมีรายงานระหว่างหลายสิบถึงหลายพันลูกต่อคืนบั้งไฟพญานาคเกิดช่วงวันออกพรรษาของแต่ละปี บั้งไฟพญานาคยังไม่สามารถระบุสาเหตุได้แน่ชัด แต่มีคำอธิบายสามแนวทาง คือ เป็นปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติตามตำนาน เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ และเป็นการกระทำของมนุษย์...
ทั้งนี้ทั้งนั้นก็แล้วแต่ตัวท่านเอง ที่จะเลือกเชื่อฝั่งไหน....
 


อันดับที่ 7 
สัตว์ประหลาดลึกลับใต้น้ำ 



ถ้าภาพนี้ถ่ายขึ้นในปัจจุบัน ต้องมีหลายคนบอกว่าเป็นภาพตัดต่อ Photoshop แน่ๆ แต่ภาพนี้ถ่ายขึ้นเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 1964 ซึ่งในสมัยนั้นยังไม่มี Photoshop เสียด้วยซ้ำ  ซึ่งนาย Robert Le Serrec และภรรยาของเขาไปล่องเรือเล่นที่ Hook Island, Queensland และจู่ๆนั้นเองภรรยาของเขาก็เห็นสัตว์ประหลาดขนาดใหญ่ความยาวราว 75-80 ฟุตอยู่ใต้พื้นน้ำ มันทำตัวนิ่ง พวกเขาจึงถ่ายรูปเอาไว้ พอทั้งคู่พยายามไปดูใกล้ๆ มันก็อ้าปากใส่ จนทั้งคู่ตกใจ แล้วเจ้าตัวนั้นก็ว่ายน้ำหายไป จนถึงวันนี้ก็หาคำตอบไม่ได้ว่ามันคือตัวอะไร....    

เอ้ะ... หรือมันจะหนีมาจากอันดับที่ 8 กันนะ ฮิๆๆๆ....
 


อันดับที่ 6 
มาดอนน่า นักบุญจิโอวานนิโน่ และ จานผี 



ภาพวาดนี้เรียกว่า "มาดอนน่ากับนักบุญจิโอวานนิโน่" มันถูกวาดในศตวรรษที่ 15 โดยโดเมนิโก้ เจอลานดิโอ (1449-1494) ด้านบนไหล่ขวาของแมรี่ปรากฏรูปคล้ายวัตุทรงกลมลอยอยู่บนฟ้า และมีรูปคนกำลังเงยหน้าขึ้นไปมองมัน หลายคนคาดว่าน่าจะเป็น จานบินยูเอฟโอ.... แสดงว่า ในหนังทรานสฟอร์เมอร์สก็เป็นจริงอะดิ....
 


อันดับที่ 5 
ดวงไฟแห่งฟินิกซ์ 



ดวงไฟฟินิกซ์ ถือว่าเป็นเหตุการณ์เกี่ยวกับยูเอฟโอที่มีชื่อเสียงมาก เนื่องจากมีพยานมากมายพบเห็นยูเอฟโอพร้อม ๆ กัน และมีการถ่ายวีดีโอเทปจำนวนมาก แถมยังปรากฏในสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นด้วยเรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในช่วยใกล้ค่ำของวันที่ 13 มีนาคม 1997 เมื่อมีพยานหลายพันคนเห็นวัตถุประหลาดลึกลับบินได้ ขนาดใหญ่พอ ๆ กับเครื่องบินโบอิ้ง 747 ลอยอยู่เหนือท้องฟ้าในเมือง 

มันมีรูปร่างคล้ายตัววี(V) มีดวงไฟสีแดงหรือสีส้ม 5 ดวง ส่องสว่างอยู่ใต้ยาน มันบินอย่างช้า ๆ เงียบเชียบ ผ่านหลายเมืองในรัฐอาริโซน่า สหรัฐอเมริกา ก่อนที่จะหายไปที่เมืองฟินิกซ์ ซึ่งเป็นจุดที่เป็นพื้นที่กองทัพอากาศ รวมระยะเวลาปรากฏยาวนานกว่า 3 ชั่วโมง (ตั้งแต่ 19.30 น. ถึง 22.30 น.) หลังจากนั้นไม่นานก็มีผู้คนมากมายสอบถามเรื่องราวดัวกล่าวทางสื่อทุกแขนง 

ซึ่งทางฐานทัพอากาศสหรัฐฯ ก็ได้ออกมาแถลงการณ์กล่าวอ้างว่า วัตถุลึกลับพร้อมกับแสงสีอำพันซึ่งลอยอยู่บนท้องฟ้าดังกล่าวนั้นเป็นเพียงเครื่องบินรบ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกซ้อมการบินของกองทัพเท่านั้น แน่นอนนอนว่าประชาชนรวมถึงนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ไม่เชื่อ ด้วยลักษณะการปรากฏตัว รูปร่าง การบิน และเหตุผลอื่น ๆ ที่ขัดกับธรรมชาติของยานพาหนะบนโลก แต่กระนั้นก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้คืออะไร และยังคงเป็นที่ถกเถียงกันสืบมา......
 


อันดับที่ 4 
การปะทะกันที่ แอล.เอ 


ภาพที่ตีพิมพ์ใน Los Angeles Times เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 1942 ได้รับการอ้างถึงโดยนักวิเคราะห์ว่ามันคือรูปที่เกี่ยวข้องกับทฤษฎีสมรู้ร่วมคิด พวกเขายืนยันว่าภาพที่เห็นได้อย่างชัดเจนนั้น เผยให้เห็นถึงลำแสงตรวจการณ์ที่กำลังถูกส่องมุ่งเน้นไปที่ยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาวลำหนึ่งกลางอากาศ 

แต่ภาพได้มีการปรับเปลี่ยนอย่างมากจากการตกแต่งภาพก่อนที่จะมีการเผยแพร่การออกมา เหตุผลก็เพื่อปรับความคมชัดของรูปขาวดำ นักเขียนลาร์รีแห่ง Los Angeles Times ตั้งข้อสังเกตว่าภาพน่าจะเป็นภาพหลอกลวงที่ทำขึ้นมา หลังจากนั้นภาพนี้ก้ถูกเสนอให้เป็นภาพบันทึกทางประวัติศาสตร์ภาพหนึ่งบนหน้าหนังสือพิมพ์....

เมื่อภาพถ่ายถูกเผยแพร่ปรากฏว่ารัฐบาลที่มีอำนาจสูงสุดของประเทศพยายามขอร้องจิมว่ารูปถ่ายนี้เป็นของปลอมหากแต่เขาปฏิเสธ และภาพดังกล่าวได้ให้นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญการถ่ายภาพมาปรากฏว่ามันเป็นภาพถ่ายมนุษย์ต่างดาวของจริง ปัจจุบันภาพดังกล่าวยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นของจริงหรือปลอมและเป็นภาพถ่ายมนุษย์ต่างดาวที่ดีที่สุดในเวลานี้เลยทีเดียว....
 


อันดับที่ 3 
ปิรามิดปริศนาบนดวงจันทร์ 


ภาพนี้ถ่ายขึ้นจาก Apollo 17 ในระหว่างการบินครั้งสุดท้ายไปยังดวงจันทร์ ซึ่งที่เราเห็นจะคล้ายๆ ภูเขา หรือ ปิรามิดขนาดใหญ่ ซึ่งคนก็บอกว่า NASA กำลังปิดบังเรื่องนี้อยู่หรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ ยังไม่มีใครสามารถอธิบายเรื่องราวของ “ปิระมิด” ที่อยู่บนด้านมืดบนดวงจันทร์ได้จริงๆ ซักที


อันดับที่ 2 
ร่างลึกลับที่ห้อยหัว 



ในขณะที่ครอบครัวคูเปอร์กำลังย้ายบ้านใหม่เข้าไปในรัฐเท็กซัส มีภาพๆหนึ่งได้ถูกบันทึกเอาไว้ในขณะที่พวกเขากำลังนั่งรวมกลุ่มกันเพื่อเก็บภาพบรรยากาศดีๆเอาไว้ ก็ปรากฏในรูปๆหนึ่งที่มุมซ้าย กลับพบว่ามีร่างลึกลับกำลังห้อยหัวลงมาจากเพดานติดเข้ามาในรูป โดยที่ในขณะที่ถ่ายรูปนี้มีเพียงแต่พวกเขาเท่านั้นที่นั่งอยู่ที่ตรงนั้น บรื้อ!!!!!!!!!

ปล. สำหรับท่านที่สนใจเกี่ยวกับภาพนี้เป็นพิเศษ ให้ใช้ คีย์เวิร์ด "Falling body Photo" เซิสหาอ่านได้ใน Google เองนะครับ ผมขอผ่านก่อน หุหุ
 


อันดับที่ 1 
"แบล็กไนท์" ดาวเทียมลี้ลับแห่งห้วงจักรวาล 


ในปีค.ศ. 1957 องค์การอวกาศสหภาพโซเวียตส่งดาวเทียวดวงแรกของมวลมนุษยชาติ Sputnik1 ขึ้นโคจรรอบโลกเป็นครั้งเเรกโดยสิ่งที่พบคือมีวัตถุที่โคจรรอบโลกอยู่ก่อนแล้ว!

เรื่องราวลึกลับนี้เกิดขึ้นในยุคบุกเบิกอวกาศที่ทั้งโซเวียตและสหรัฐแข่งขันกันเรื่องลึกลับนี้มีชื่อเรียกว่า "Black Knight Satellite" หรือแปลเป็นไทยคือ"ดาวเทียมอัศวินดำ"มีบันทึกการพบเจอวัตถุลึกลับนี้มากมายแต่ที่น่าเชื่อถือเเละโด่งดังที่สุดเกิดขึ้น3ครั้ง เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ.1899 Nicolas Tesla หนึ่งในนักวิทยาศาสตร์เอกของโลกผู้ค้นพบไฟฟ้ากระเเสสลับ สามารถจับสัญญาณประหลาดที่ไม่สามารถระบุได้ โดยทั้งชีวิตของเค้าเชื่อว่าเป็นการส่งสัญญาณของสิ่งมีชีวิตที่มีภูมิปัญญาสูงจากต่างดาวนี่เป็นครั้งเเรกที่มีการบันทึกการเจอเจ้าสิ่งนี้.....



จากนั้นในปี ค.ศ.1957 ที่องค์การอวกาศของโซเวียตได้ส่งดาวเทียม Sputnik1 ขึ้นสู่วงโคจรได้มีจับสัญญาณของวัตถุประหลาดได้เเละส่งกลับมายังสถานีอวกาศที่โลกพบว่าเป็นสัญญาณรูปแบบเดียวกับของ Tesla ที่พบในปี ค.ศ.1899 เหตุการณ์ช็อคโลกที่ชัดเจนที่สุดในการพบเจอวัตถุประหลาดที่เรียกว่า Black Knight Satellite เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1998 ปฎิบัติการณ์ STS-88 ของ NASA สามารถจับภาพวัตถุประหลาดได้ระหว่างปฎิบัติการณ์บนดาวเทียมในขณะที่โคจรอยู่เเถบขั้วโลกพร้อมส่งสัญญาณลักษณะเดียวกันอีกครั้งเป็นวัตถุลักษณะเหลี่ยมไม่เหมือน UFO!!

หลังจากนั้นนักดาราศาสตร์ชื่อดังชาวอังกฤษ Duncan Lunan สามารถถอดหรัสข้อความที่วัตถุประหลาดส่งออกมาโดยเขาบอกว่าเป็นเเผนกราฟที่ตั้งของกลุ่มดาวนายพราน จนถึงทุกวันนี้ยังไม่มีใครสามารถอธิบายได้ว่าวัตถุดังกล่าวคืออะไรมาจากที่ไหนเเละพยายามสื่อสารอะไรให้พวกเรากันแน่!!!!




จบแล้วจ้า ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามนะจ้ะ....

ไว้พบกันใหม่ บทความหน้าจ้าาาาาา....


บันทึกลึกลับ!!.....ตอน : 10 อันดับของเหตุการณ์ลี้ลับแปลกประหลาดที่ยังไม่สามารถอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์? ตอนที่ 2 ตอนจบ

มาต่อกันกับความลี้ลับของเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้และยังไม่สามารถหาคำอธิบายใดๆได้

(อ่านตอนที่ 1 ได้ ที่นี่)

ถ้าพร้อมกันแล้วก็....

ไปติดตามกันต่อได้เลยจ้า!!!


เริ่มกันที่!!


อันดับที่ 5 Disappearing Lake

น้ำในทะเลสาปหายไปอย่างลึกลับที่ ประเทศชิลี



นี่เป็นเหตุการณ์สุดลี้ลับที่เกิดขึ้นที่ประเทศ Chile ในเดือนพฤษภาคม ปี 2007 เกิดเหตุการณ์สุดแปลกประหลาด เมื่อน้ำในทะเลสาบขนาดใหญ่ใน Patagonia ได้อันตรธารหายอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งไว้เพียงหลุมลึกขนาด 30 เมตร รวมทั้งซากน้ำแข็งและดินแห้งๆ....และมันจะไม่น่าแปลกใจเลย ถ้ามันเป็นเพียงแค่ทะเลสาปเล็กๆ แต่นี่มันเป็นทะเลสาปที่กว้างขนาด 5 ไมล์!!


แม้ว่าเหตุการณ์แปลกประหลาดนี้เกิดขึ้นมานานกว่า 7 ปี แต่ก็ยังไม่มีใครสามารถหาคำตอบได้ว่า น้ำพวกนั้นได้หายไปอย่างไร มีเพียงสมมุติฐานเดิมๆจากกลุ่มผู้ชื่นชอบ UFO ว่ามันน่าจะถูกยานต่างดาวลักลอบสูบหายไป....






ทะเลสาบนี้ตั้งอยู่ใน Patagonia ประเทศ Chile ครั้งสุดท้ายที่นักธรณีวิทยาเห็นมัน คือในช่วงเดือนมีนาคม ปี 2007 และก็ไม่มีพบอะไรที่ดูผิดปรกติ หรือพบว่ามันจะมีปรากฏแปลกที่เกี่ยวข้องกับทะเลสาบแห่งนี้เลย 




มันจะเป็นไปได้ไหมที่น้ำจะเหือดหายไปภายในเวลาเพียงแค่ 2 เดือน ซึ่งตามปรกติของวิธีการตามธรรมชาติ น้ำก็อาจจะแค่เหือดแห้งไปตามภูมิอากาศ แต่มันก็เป็นเพียงน้อยนิด มันไม่มีทางจะลดฮวบลงไปจนเหลือแค่ก้นทะเลสาปได้แบบนี้....


 



ครั้งแรกที่เกิดเรื่องนี้ขึ้นหลายคนคิดว่ามันเป็นเพียงแค่เรื่องกุ เรื่องหลอกลวง จนกระทั่งนักสำรวจได้เข้าไปสำรวจและถ่ายรูปทะเลสาบเอาไว้ ทุกคนก็ต้องตกตะลึง เมื่อภาพที่เห็นคือ ทะเลสาบที่เคยมีน้ำอยู่จนล้น กลับกลายเป็นเพียงหลุมแห้งๆขนาดใหญ่ ทิ้งไว้แค่เพียงก้อนน้ำแข็งและดินแห้งๆมีรอยแยกเกรอะกรัง... 



 
ขั้นแรกที่นักวิชาการคาดไว้ว่า มันน่าจะเหือดแห้งไปตามรอยแยกของแผ่นดิน แต่นั้น มันหมายความว่า ในขณะนั้นจะต้องเกิดแผ่นดินไหวตามมา แต่ทุกคนยืนยันว่า ในช่วง 2 เดือนที่เกิดเหตุการณ์นั้น ไม่มีรายงานเกี่ยวกับแผ่นดินไหวเกิดขึ้นในบริเวณนั้นเลย!!




ภาพวิวทิวทัศน์อันสวยงามของทะเลสาป ก่อนที่มันจะเป็นแค่อดีต

หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญทางด้านธารน้ำแข็ง Andres Rivera ได้อธิบายให้หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นว่า มันอาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันโดยธรรมชาติ ซึ่งก่อให้เกิดการปฏิรูปภูมิประเทศเอง จึงทำให้น้ำที่มีในทะเลสาปเหือดแห้งไปเองตามธรรมชาติ...แต่ก็นะ มันฟังดูไม่น่าเชื่อถือ สุดท้ายเมื่อไม่ได้รับการพิสูจณ์ ทฤษฐีนี้ก็ถือว่าเป็นอันตกไป....


สภาพหลังจากที่น้ำได้หายไปทั้งทะเลสาป!!

และในขณะนั้น หลายกลุ่มที่เชื่อถือเรื่องความลี้ลับอาถรรพ์ของภูติผีปีศาจโดยเฉพาะคนในท้องถิ่น ก็เชื่อได้ว่ามันอาจจะเป็นลางร้าย มาจากฝีมือของปิศาจ และในกลุ่มที่เชื่อเรื่องจานบิน มนุษย์ต่างดาว ก็กลับเชื่อว่า มันน่าจะเป็นฝีมือของพวกยานต่างดาวที่แอบมาสูบเอาน้ำไปเพื่อทำการทดลอง!!


จากวันนั้นจนถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 7 ปี ก็ยังไม่มีใครสามารถอธิบายถึงเรื่องราวนี้ได้อย่างกระจ่างชัด มันจึงถูกยกให้เป็น 1 ในเรื่องราวลี้ลับที่ยังหาคำตอบไม่ได้ตราบจนถึงทุกวันนี้....




อันดับที่ 4 Raining Blobs

ฝนประหลาดตกลงมาเป็นน้ำมูกสุดสยอง ที่สหรัฐอเมริกา


ชาวเมือง Oakville ในรัฐ Washington ประเทศสหรัฐอเมริกา ต่างต้องตกอยู่ในความประหลาดใจ เมื่อวันหนึ่งเกิดฝนตกขึ้น แต่แทนที่ฝนจะตกลงมาตามปกติในรูปแบบที่เป็นน้ำฝนมันกลับเป็น เมือกเหนียวๆคล้ายๆเจลวุ้น ลักษณะเหมือนน้ำมูกจำนวนนับไม่ถ้วนตกลงมาจากท้องฟ้า!! 


เหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์นี้เกิดขึ้นในวันที่ 7 สิงหาคม 1994 ใน Oakville รัฐ Washington เวลาประมาณ 03:00 น. ฝนเริ่มตกปกคลุมทั่วทั้งพื้นที่ในระยะ 20 ตารางไมล์ แม้ว่าฝนจะเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับคนในพื้นที่ แต่ทว่าเมื่อมันตกลงมา มันกลับเป็นสารอย่างหนึ่ง ลักษณะเป็นเมือกเหนียวๆ ที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต!!  




เจ้าหน้าที่ David Lacey ซึ่งขณะนั้นเขากำลังขับรถลาดตระเวนกับเพื่อนๆตามปรกติ เมื่อฝนประหลาดตกลงมา เขาจึงเปิดที่ปัดน้ำฝน แต่แทนที่มันจะปัดออกเหมือนเช่นทุกครั้งมันกลับละเลงกระจกหน้ารถเขาซะจนมองไม่เห็นทาง เขาจึงตัดสินใจเลี้ยวเข้าไปในปั้มน้ำมันและพยายามทำความสะอาดมันด้วยตนเองหลังจากที่สวมถุงมือยางเพื่อความปลอดภัย เขาอธิบายถึงสิ่งที่เขาพบว่า มันเป็นสารที่ อ่อนมากลักษณะเหมือนก้อนเจลลี่ใสๆขนาดใหญ่....




เจ้าหน้าที่ Dotty Hearn บอกว่า หลังจากที่ฝนหยุดตก เธอได้ก้าวออกไปข้างนอก และสังเกตเห็นสารเมือกกระจายไปทั่วทุกที่ ในตอนแรกเธอเห็นเจ้าเหมือกนี้มีวัตถุคล้ายๆ เม็ดข้าวขนาดเท่าลูกเห็บอยู่ภายใน และเมื่อเธอสัมผัสกับมัน เธอสังเกตเห็นว่า พวกมันมีรูปร่างเหมือนน้ำมูกใสๆของมนุษย์....
 


โดยช่วงบ่ายวันนั้น ทั้ง David Lacey และประชาชนอื่น ๆ อีกมากมายได้เกิดอาการแปลกๆ หลังจากที่สัมผัสเจ้าเจลลี่ประหลาดเหล่านี้ โดยที่พวกเขารู้สึกหายใจลำบาก วิงเวียนศีรษะ ตาพร่ามัวและคลื่นไส้ 


  

Beverly Roberts ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงได้กล่าวว่า ทุกคนในเมืองมีอาการเจ็บป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่ที่กินเวลาสองถึงสามเดือน นอกจากนี้ทั้งแมวและสุนัขที่สัมผัสถูกเจ้าเหมือกประหลาดต่างก็ล้มป่วยและเสียชีวิต  




จึงมีการเก็บตัวอย่างเจ้าเมือกและส่งมันไปที่โรงพยาบาล ช่างเทคนิคในห้องปฏิบัติการตรวจสอบสารเคมีและพบว่ามันมีเซลล์เม็ดเลือดขาวของมนุษย์ แต่ไม่สามารถระบุว่ามันคืออะไรกันแน่... หลังจากนั้นตัวอย่างเมือกก็ถูกส่งไปที่กรมอนามัยแห่งสหรัฐอเมริกา...



 

เจ้าหน้าที่ Mike McDowell นักจุลชีววิทยาแห่งกรมอนามัยตั้งข้อสังเกตว่ามันเต็มไปด้วยเชื้อแบคทีเรียจำนวน 2 สายพันธุ์ รวมทั้งเชื้อที่อาศัยอยู่ในระบบย่อยอาหารของมนุษย์ จากผลการวิจัยของเขา จึงมีข้อสรุปแรกว่า มันน่าจะเป็นเป็นของเสียที่ตกลงมาจากเครื่องบินโดยสาร.... 





แต่กฎระเบียบของรัฐบาลกลางการบริหารการบินกำหนดไว้ว่า ก่อนจะทิ้งของเสียจากเครื่องบิน พวกเขาจะต้องย้อมสีฟ้าเสียก่อน ในขณะที่วุ้นเจลลี่ที่ตกลงมานั้น กลับมีรูปร่างที่ชัดเจนอย่างสมบูรณ์แบบ นอกจากนี้กฎระเบียบยังห้ามนักบินปล่อยของเสียในช่วงที่เกิดเหตุ จึงเป็นไปไม่ได้ว่า เจลลี่พวกนี้จะมาจากความผิดพลาดของนักบินในเวลานั้น...




หลังจากนั้นอีกประมาณ 1 ปี มีการวิเคราะห์ตัวอย่างที่ถูกเก็บแช่แข็งเอาไว้ โดย Tim Davis นักจุลชีววิทยาพบว่า มันเป็นสิ่งที่ประกอบไปด้วยเซลล์ที่มีความซับซ้อน และมีนิวเคลียสของสิ่งมีชีวิต นั่นหมายความว่าเจ้าเมือกนี้เคยเป็นสิ่งมีชีวิตก่อนที่มันจะตกลงมาเป็นฝนประหลาด!! 





ทฤษฎีหนึ่งที่ถูกกล่าวถึงคือการทำลายซากแมงกระพรุน และกำลังจะนำมันไปทิ้งทางเครื่องบิน แต่เกิดอุบิตเหตุจึงทำให้มันร่วงลงมา แต่ทฤษฐีนี้ก็ถูกตีตกไป เพราะถ้ามันเป็นซากแมงกระพรุนตายมันจะต้องเน่าเสียและมีกลิ่น แต่เจ้าเหมือกนี้มันกลับสดสะอาดมากกว่าที่จะเป็นซากสัตว์ตาย...


ทฤษฐีที่น่าเชื่อถืออีกอันหนึ่งคือ การทดลองอาวุธลับของทางรัฐบาล โดยชาวบ้านบางคนเชื่อว่า ทางกองทัพกำลังคิดค้นอาวุธชีวะเคมีชนิดใหม่ และนำมันมาทดสอบอย่างลับๆกับมนุษย์ แล้วกุข่าวลวงขึ้นมา แต่ทางกองทัพก็ออกมาปฐิเสธข่าวดังกล่าว ซึ่งนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แม้จะมีการทดสอบทางชีวะเคมีใดๆเพิ่มเติม ก็ยังไม่พบว่า ในปัจจุบันจะมีใครสามารถผลิตเจ้าสารเมือกแบบนั้นได้อีก ซึ่งถือได้ว่า ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่เราพบกับมัน (หลังๆมาจะกลายเป็นฝนกบ ฝนเลือดแทน) และมันก็ยังเป็นสิ่งเร้นลับที่ยังหาคำตอบไม่ได้ มาจนถึงปัจจุบัน!! 




อันดับที่ 3 The Black Helicopter

ปริศนาเฮลิคอปเตอร์สีดำอันน่าสะพรึงกลัว


เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ปี 1994 เกิดเหตุการณ์อันน่าตื่นตะหนกกับเด็กชายวัยรุ่นคนหนึ่ง เมื่อมีเฮลิคอปเตอร์สีดำทะมึนดูน่ากลัว ได้บินไล่ตามเขาเป็นเวลากว่า 45 นาทีในเมือง Harrahan รัฐ Louisiana มันไม่มีเครื่องหมายที่บ่งบอกว่ามาจากที่ไหน จุดประสงค์คืออะไร และเป็นของหน่วยงานใด มันมีสีดำทะมึนดูน่าขนลุก ที่สำคัญชายชุดดำที่อยู่ภายในก็ชี้อาวุธมายังเขาตลอดเวลา เขาหวาดกลัวมาก และเมื่อหนีไปจนมุม มันก็เดินลงมาจากฮ.และตรงมาที่เขาและชี้ปืนข่มขู่ เขาหลับตาลงด้วยความกลัว แต่ไม่นานมันก็เดินจากไป และหายไปจากบริเวณนั้น ทิ้งไว้ซึ่งความกลัวและความแปลกใจของหนุ่มวัยรุ่น ว่าด้วยเหตุผลกลใด เขาจึงตกเป็นเป้าหมาย และมันทำแบบนี้เพื่ออะไรกันแน่!!.... 


สัปดาห์ต่อมากลุ่มคน​​ที่กำลังเดินทางโดยรถยนต์ ใกล้กับกรุง Washington ก็ได้ประสบเหตุการณ์ที่น่าสะพรึงกลัวคล้ายๆกัน เมื่อพวกเขาถูกไล่เฮลิคอปเตอร์ปริศนาสีดำไล่ตามไปเป็นระยะทางหลายไมล์ พวกเขาไม่สามารถที่จะช่วยเหลือตัวเองได้เลย 





ในขณะที่คนขับรถพยายามที่จะหนีออกมาจากถนน ทันใดนั้นพวกมันก็โรยบันไดเชือกลงมาและผู้ชายในเครื่องแบบสีดำพร้อมทั้งอาวุธหนักก็ปีนลงมายังรถพวกเขา โชคดีที่วันนั้นมีการจราจรที่ค่อนข้างเป็นอุปสรรค จึงทำให้พวกมันต้องล่าถอยไปในที่สุด....




จากนั้นในปี 1995 เจ้าเฮลิคอปเตอร์สีดำก็มาบินอยู่เหนือฟาร์มของสองสามีภรรยาคู่หนึ่ง ในรัฐ Nevada และพวกมันก็ทำการฉีดพ่นสารบางอย่างที่ไม่รู้จักลงมาในพื้นที่ 



วันถัดมาสัตว์ในบริเวณที่ถูกฉีดพ่นสารก็ล้มตาย และหลายเดือนต่อมาพืชโดยรอบก็ยังคงได้รับความเสียหายอย่างชัดเจน หน่วยงานรัฐต่างก็ปฏิเสธความเกี่ยวข้องใดๆกับเฮลิคอปเตอร์ลึกลับ และเจ้าเฮลิคอปเตอร์สีดำลึกลับก็ดูเหมือนจะลงมือกระทำอย่างต่อเนื่องในการเข้าจู่โจมเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายโดยที่พวกเขาไม่ได้กระทำความผิดใดๆ....



 


แต่ละครั้งที่พวกมันลงมือจู่โจม มันมักจะไม่เลือกเหยื่อและไร้ซึ่งความปราณีใดๆ เห็นได้จากการพกอาวุธที่ร้ายแรงและการไล่ล่าที่ดูเหมือนจะเด็ดขาด ใครจะรู้ว่าเฮลิคอปเตอร์อาจจะเชื่อมโยงกับชายลึกลับในชุดสีดำ Men in Black (ไม่ใช่ชื่อหนังนะครับ มันเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงๆ ไว้วันหลังจะนำมาเล่าให้อ่านกัน)







สำหรับคนที่มีความกล้าพอที่จะถ่ายภาพเฮลิคอปเตอร์ได้ พวกเขากลับถูกยึดอุปกรณ์และก็ถูกพวก MIB สั่งให้ออกจากพื้นที่ จากนั้นพวกเขาก็ได้รับการห้ามไม่ให้บอกใครว่าเกิดอะไรขึ้น แถมยังข่มขู่ว่า จะไม่รับประกันในชีวิตและทรัพย์สินของพวกเขาถ้าหากมีการแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป...







ไม่ว่าเจ้าเฮลิคอปเตอร์สีดำ มันจะเป็นภาระกิจลับใดๆของทางรัฐบาลหรือไม่ หรือมันอาจจะเกี่ยวข้องกับชายในชุดดำ หรืออาจจะเป็นการสมรู้ร่วมคิดกับพวกต่างดาว แต่เมื่อมันปรากฏตัวขึ้นมา มันก็มักจะมาพร้อมกับความอันตราย และไร้ซึ่งมนุษยธรรมใดๆ ไร้ซึ่งความมีประชาธิปไตยในพื้นฐานของประชาชนที่ถูกปกครองด้วยหลักของประชาธิปไตยในโลกนี้ และมันก็ยังคงเป็นเรื่องราวลี้ลับที่ยังคงมีการคุกคามให้เห็นกันอย่างต่อเนื่องตราบจนถึงปัจจุบัน!










อันดับที่ 2 Animals within Stone


ปริศนาลี้ลับของสัตว์ในวัตถุแข็ง มันเข้าไปได้อย่างไร?


มีหลักฐานการค้นพบมากมายที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ พบ กบ คางคก และสัตว์ขนาดเล็กอื่นๆ ที่พวกมันอาศัยอยู่ในวัตถุแข็งเช่นหิน หรือไม้ ที่น่าอัศจรรย์ใจคือ พวกมันเข้าไปได้อย่างไรโดยที่วัตถุนั้นๆไม่มีช่องหรือรอยแตกแยกใดๆอยู่เลย แต่ที่ยิ่งน่าฉงนคือ พวกมันยังมีชีวิต!!
ถ้านั่นยังไม่ดูน่าสนใจพอ มันอาจจะมีวิธีการทางธรรมชาติระหว่างพวกสัตว์กับต้นไม้ หรืออะไรก็ตามที่พวกมันจะสามารถทำได้ แต่ถ้าแม้กระทั่งสิ่งที่มนุษย์ทำขึ้นมาล่ะ!!



ในปี 1976 ที่รัฐ Texas คนงานก่อสร้างได้ทำการทำลายแท่งคอนกรีตของพวกเขาที่สร้างมานานกว่าปี และเมื่อทุบมันออก ทุกคนก็ต้องตกตะลึง เมื่อพวกเขาพบเต่าสีเขียวสดอาศัยอยู่ในคอนกรีต โดยมันมีช่องว่างในขนาดที่พอเหมาะกับตัวของมันพอดิบพอดี มันจะเป็นไปได้ไหมว่าในช่วงที่พวกเขาก่อสร้าง พวกเขาจะเททับพวกมัน แต่ทำไมมันยังมีชีวิตอยู่ได้มานานเป็นปีๆ และถ้าพวกมันพึ่งจะเข้าไปล่ะ พวกมันเข้าไปทางไหน เพราะคอนกรีตนี้ไม่มีรอยแตก หรือช่องว่างใดๆให้พวกมันเข้าไปได้เลย...


ยังมีกรณีที่น่าอัศจรรย์อีกหลายต่อหลายเหตุการณ์






ในปี 1761, Ambroise Pare แพทย์ประจำตัวของกษัตริย์ Henry ที่ 3 ของฝรั่งเศสได้ลงบันทึกประจำวันเอาไว้ครั้งหนึ่งว่า ในขณะที่พวกเขาเดินทางไปยังเมือง Meudon และทำการรื้อทุบก้อนหินในเมือง พวกเขาก็พบ คางคกมากมาย อาศัยอยู่ในก้อนหินอย่างมีชีวิต...

 





ในปี 1865 หนังสือพิมพ์ประจำท้องถิ่นรายงานว่า รถขุดดินได้เข้าไปทำการขุดบล็อกหินปูนลึกลงไปประมาณ 25 ฟุตใต้ดินใกล้กับเมือง Hartlepool ประเทศอังกฤษ พวกเขาได้ค้นพบโพรงภายในหินที่มีคางคกอาศัยอยู่... 




และเมื่อหินแตกออก พวกมันต่างก็กระโดดโลดเต้นออกมาอย่างมีความสุข คางคกบางตัวยังอยู่ในความครอบครองของนาย S. Horner ประธานสมาคมประวัติศาสตร์ธรรมชาติและพวกมันยังคงมีชีวิต พวกเขาต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ครั้งแรกที่พบคางคก พวกมันดูสีซีดและสีคล้ายๆหิน แต่ไม่นานหลังจากที่ออกมาสู่โลกภายนอก พวกมันก็มีสีที่เข้มขึ้นจนกลายเป็นสีน้ำตาลมะกอก....


ในช่วงเวลาประมาณเดียวกัน มีการบันทึกบทความในหนังสือวิทยาศาสตร์ของอเมริกัน ถึงเหตุการณ์ที่คนงานเหมือง ที่ชื่อ Moses Gaines ได้ค้นพบคางคกอาศัยอยู่ภายในก้อนหิน บทความระบุว่า คางคกมีขนาดประมาณ 3 นิ้วและอวบอ้วนเต็มไปด้วยไขมัน ตาของมันดูมีขนาดใหญ่กว่าคางคกที่มีขนาดเดียวกับที่เราเห็นกันทุกวัน พวกเขาพยายามที่จะให้มันกระโดดหรือโดยการสัมผัสด้วยไม้ แต่มันกลับไม่สนใจใดๆ....แหม๋ะ ขี้เกียจจุง อิอิ... 




ในปี 1821 นิตยสาร Tilloch ได้เขียนว่า นาย David Virtue กำลังทุบหินที่อยู่ลึกลงไปประมาณ 22 ฟุตใต้ดิน เขาถึงต้องตกตะลึง เมื่อพบจิ้งจกที่ฝังอยู่ในหิน มันถูกม้วนตัวอยู่ในช่องที่พอดีกับตัวของมันเอง และมันมีสีเหลืองสีน้ำตาล ดวงตายังดูเป็นประกายสดใส ตอนแรกเขานึกว่ามันคงจะตายแล้ว แต่เมื่อสัมผัสถูกอากาศประมาณ 5 นาที มันก็รีบวิ่งออกไปจากจุดนั้นอย่างรวดเร็ว เล่นเอาเขาตกใจไปเลยทีเดียว....


ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารอังกฤษกำลังทำการระเบิดหินเพื่อทำถนน หลังจากที่ระเบิดหินขนาดใหญ่ได้ ทหารงัดแผ่นหินออกไป และพวกเขาก็ต้องตกใจเมื่อในหิน มีคางคกขนาดใหญ่และด้านข้างมันยังพบว่ามีจิ้งจกขนาดประมาณ 9 นิ้วอยู่ด้วย!! สัตว์เหล่านี้ยังมีชีวิตอยู่และสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจ ก็คือการที่ช่องที่พวกมันอาศัยอยู่ต้องขุดลึกลงไปถึง 20 ฟุต!! พวกมันเข้าไปได้อย่างไร!!!


เหล่านี้คือเหตุการณ์สำคัญต่างๆที่ถูกค้นพบว่า พวกสัตว์ได้เข้าไปอาศัยอยู่ในวัตถุต่างๆได้แถมยังมีชีวิต และถึงแม้พวกเราจะหาคำอธิบายที่สมเหตุสมผลใดๆมาอธิบาย มันก็ยังไม่เข้าที และยังคงเป็นปริศนาทางธรรมชาติที่มนุษย์เราต้องหาคำตอบกันต่อไป....


และแล้ว....

ก็มาถึงอันดับที่ 1 ของเรา!!


อันดับที่ 1 Donnie Decker

มนุษย์ฝนสุดลี้ลับ ไปที่ไหนที่นั่นจะมีฝนตามไปเสมอ...



เขาถูกขนานนามว่า "Rainboy" ในปี 1983 ชายที่ชื่อ Donnie Decker ซึ่งเป็นชาวซิลเวเนียที่ได้รับความสนใจจากนักวิทยาศาสตร์และนักวิชาการ เป็นเพราะตัวเขานั้นถูกล้อมรอบไปด้วยปรากฏการณ์ที่น่าตกตะลึงและขนลุก....เพราะไม่ว่าเขาจะไปที่ไหน มันจะเกิดปรากฏการณ์ฝนตกปรากฏอยู่รอบตัวเขา!!


Donnie Decker หรือ "Rainboy"

มันเริ่มต้นหลังจากการตายของคุณปู่ของเขาเมื่อเขาเป็นวัยรุ่นในเดือนกุมภาพันธ์ของปี 1983 วันนั้นเขาเดินทางไปยังบ้านเพื่อนของเขาคนหนึ่ง และในขณะที่เขาอยู่ในห้องน้ำนั่นเอง เขาก็ตะโกนขอความช่วยเหลือ โดยอ้างว่าเขากำลังถูกโจมตีโดยสิ่งที่เรียกว่าเป็นวิญญาณของปู่เขา ทุกคนต่างเห็นว่า ทั่วทั้งแขนของเขาเต็มไปด้วยรอยถูกของแหลมขีดข่วนเต็มไปหมด!!...


หลังจากนั้นพวกเขาทั้งหมดจึงพาเขาออกมายังห้องนั่งเล่นและ ไม่นานก็เกิดเหตุการณ์อันน่าสะพรึง เมื่อมีฝนตกเกิดขึ้นภายในบ้าน!! ที่เพดานเต็มไปด้วยหยดน้ำและมีทะเลหมอกเต็มไปทั่วห้อง!! ไม่รอช้า พวกเขารีบนำตัวเขาออกมาจากห้องและพากันออกจากที่นั่นโดยเร็ว แต่เหตุการณ์ยังไม่สงบ เพราะตลอดการเดินทางนั้นกลับเกิดฝนตกตามพวกเขาไปอย่างไม่มีสาเหตุ....


ต่อมาไม่นานเขาได้ไปทานอาหารที่ร้านอาหารร่วมกับเพื่อนคนอื่นๆ แต่ในที่สุดก็ต้องวงแตก เมื่อปรากฏว่ามีฝนตกลงบนหัวของพวกเขา เจ้าของร้านอาหารจึงรีบไล่เขาออกไปจากร้านโดยทันที... เจอล่ะ ต้นฉบับ Ice Bucket ฮ่าๆๆๆๆ...



ปีต่อมาเนื่องจากความผิดทางอาญาลหุโทษเขาจึงถูกจำคุก แต่แล้วก็เกิดความวุ่นวายเมื่อฝนเริ่มเทลงในคุกที่เขาอาศัยอยู่ มันไม่มีทีท่าว่าจะทุเลาลง เกิดความวุ่นวายในคุกถึงกระทั่งต้องอัญเชิญบาทหลวงมาไล่ผี แต่ก็ไม่ประสปความสำเร็จ เล่นเอาผู้ต้องขังทุกคนโกรธเขาเป็นการใหญ่ เขาอธิบายว่าเขาสามารถทำให้ฝนตกได้เมื่อเขาต้องการและได้รับการพิสูจน์ และเขาก็ทำมันได้จริงๆ


ในที่สุดเขาก็ได้รับการปล่อยตัวจากคุก และหลังจากนั้นมีข่าวลือว่าเขาได้ไปทำงานเป็นพ่อครัวอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง ซึ่งไม่เป็นที่เปิดเผย....

และจากเหตุการณ์ต่างๆเหล่านั้น มันก็ยังไม่มีใครอธิบายได้ว่ามันคืออะไร และยังคงเป็นเหตุการณ์แปลกประหลาดลึกลับ ที่ยังเป็นปริศนามาจนถึงตราบเท่าปัจจุบันนี้!!



จบลงแล้วจ้า ขอบคุณที่ติดตามมาจนจบนะจ้ะ...

แปลผิด ตกหล่นยังไงขออภัยด้วยเน้อ...

ไว้เจอกันเรื่องหน้านะจ้ะ รับประกันว่าสนุกเหมือนเดิม...

เอ้ะ หรือมากกว่าเดิม...อิอิ...

สวัสดีจ้า....



Thank CR : listverse.com
Thank CR : wikipedia.org 


ร่วมแสดงความคิดเห็นและแบ่งปันความรู้ผ่านทาง Facebook กันได้ด้านล่างนี้จ้ะ...