Light Yagami - Death Note
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลึกลับ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลึกลับ แสดงบทความทั้งหมด

10 อันดับเรื่องราวลึกลับที่ยังหาคำตอบไม่ได้ ตอนที่ 1 พาร์ทแรก Top 10 Unsolved Mysteries EP.1 Part 1

เป็นอันรู้กันว่า โลกใบนี้มันช่างกว้างใหญ่ไพศาลนัก ซึ่งในแต่วินาที มันก็มักจะมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายรอบๆตัวเรา ทั้งใกล้และไกลตัว บางเรื่องก็เป็นเรื่องปรกติธรรมดาทั่วไป หรือมันเป็นเรื่องราวในชีวิตประจำวันอันแสนน่าเบื่อของเรา อันนี้เชื่อว่า คุณและผมก็ต้องเจอะเจอทุกวันอยู่แล้ว มันก็ไม่ได้น่าสนใจอะไร 

แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันก็มักจะมีเรื่องราวอันแสนประหลาด ลึกลับ และมันน่าเหลือเชื่อ เรื่องพวกนี้บางทีผู้เชี่ยวชาญหลายๆแขนงก็ยังไม่สามารถค้นหาคำตอบได้ ว่ามันคืออะไร มันเกิดขึ้นได้อย่างไร และทำไมมันจึงเกิดขึ้นมา 

อ่ะ...เกริ่นมาขนาดนี้ ชักน่าสนใจกันแล้วใช่ไหมครับ ฮ่าาา... เอาเป็นว่า วันนี้เรามาทิ้งเรื่องราวอันแสนน่าเบื่อรอบๆตัว แล้วมานั่งอ่านเรื่องราวลึกลับเหล่านั้นไปพร้อมๆกันกับผมกันดีกว่า เผื่อชีวิตจะได้มีอักด้านที่ไม่น่าเบื่อกันบ้าง ไปกัน... 


 อันดับที่ 10 The taos hum เสียงฮัมพิศวง
‘Taos Hum’ เป็นเสียงความถี่ต่ำที่มีผู้คนได้ยินในหลายสถานที่ทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และยุโรปเหนือ โดยปกติจะได้ยินเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบ และมักอธิบายว่ามีเสียงคล้ายๆกับเครื่องยนต์ดีเซลที่ลอยมาจากสถานที่ห่างไกล 

เสียงเหล่านี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าตรวจไม่พบด้วยไมโครโฟนหรือเสาอากาศ VLF และแหล่งที่มาและธรรมชาติของมันยังคงเป็นปริศนา ซึ่งในปี 1997 สภาคองเกรสได้สั่งให้บรรดานักวิทยาศาสตร์และผู้สังเกตการณ์จากสถาบันวิจัยที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศ ทดลองตรวจสอบเสียงความถี่ต่ำที่แปลกประหลาดที่ได้ยินโดยผู้อยู่อาศัยใน และรอบๆ เมืองเล็กๆ ของเทาส์ รัฐนิวเม็กซิโก


 
เป็นผ่านไปหลายปีที่บรรดาผู้ที่ได้ยินเสียงดังกล่าวซึ่งมักเรียกกันว่า "เสียงฮัม" ต่างเฝ้าค้นหาคำตอบ แต่จนถึงทุกวันนี้ยังไม่มีใครทราบสาเหตุของเสียงฮัม ว่ามันคือเสียงอะไร และมันเกิดขึ้นมาจากที่ไหนกันแน่....



อันดับที่ 9 Black dahlia ปริศนาฆาตรกรรมสยองศพสองท่อน


ในปี 1947 ร่างของเอลิซาเบธ ชอร์ตวัย 22 ปี ถูกพบเป็นศพในลานจอดรถในลอสแองเจลิส โดยสภาพศพของเธอแลดูสยดสยองมาก เพราะร่างของเธอถูกตัดขาดออกจากกันเป็นสองท่อน!!

เธอถูกหั่นเป็นสองท่อน ตั้งแต่เอวลงมา และร่างกายก็แห้งกรังไม่มีเลือด อีกทั้งในกระเพาะอาหารก็เต็มไปด้วยอุจจาระ ซึ่งเป็นไปได้ว่าเธอจะถูกบังคับให้กินก่อนจะถูกฆ่า

ที่น่าสยองที่สุด คือปากของเธอถูกเฉือนเป็นทางยาวไปจนถึงหูทั้งสองข้าง เหมือนคนกำลังยิ้ม ซึ่งดูน่าสยอง....


เจ้าหน้าที่ได้เข้ามาตรวจสอบและสืบหาว่าผู้ตายเป็นใคร ซึ่งโชคดีที่มีบันทึกลายนิ้วมือของเธอ ซึ่งเคยใช้สมัครงาน อีกทั้งยังเคยมีการพิมพ์ลายนิ้วมือของเธอและมีการถ่ายรูปเธอ เก็บไว้ในแฟ้มตำรวจ เนื่องจากเธอเคยถูกจับข้อหาดื่มเหล้าทั้งๆ ที่อายุไม่ถึงเกณฑ์

เรื่องราวของคดีฆาตกรรมรายนี้โด่งดังสุดๆ เป็นที่สนใจของสื่อมวลชน มีการขุดคุ้ยเรื่องราวของ เธอมากมาย โดยจากการสืบสวนนั้น พบว่าเธอเป็นหญิงเสน่ห์แรง ในช่วงเวลาประมาณสองเดือนก่อนที่จะถูกฆ่า มีคนพบเห็นเธออยู่กับชายหนุ่มไม่ซ้ำหน้า ไม่ต่ำกว่า 25 คน

ด้วยความที่เธอแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีดำทั้งตัว สื่อมวลชนจึงเรียกเธอว่า “Black Dahlia” (ดอกรักเร่สีดำ )และมีข่าวลือว่าเธอเป็นโสเภณีอีกด้วย


การสืบสวนนั้นไม่มีความคืบหน้า ตำรวจไม่สามารถหาตัวฆาตกรได้ ที่ใกล้เคียงที่สุดก็คงจะเป็นสื่อหนังสือพิมพ์ที่ได้รับโทรศัพท์จากบุคคลที่อ้างว่าเป็นฆาตกร และได้ส่งสิ่งของต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเธอ มาให้ดูเป็นการยืนยัน ไม่ว่าจะเป็นใบเกิด นามบัตร ภาพถ่ายต่างๆ ทะเบียนบ้าน และยังมีจดหมายที่ตัดแปะด้วยตัวอักษรในหนังสือพิมพ์ ส่งมาให้หนังสือพิมพ์

แต่ทว่าตัวอักษรในจดหมายที่ตัดมาจากหนังสือพิมพ์นั้นถูกทำความสะอาดด้วยน้ำมันเบนซิน จึงทำให้ไม่สามารถตรวจสอบลายนิ้วมือได้



ตำรวจได้พยายามตามสืบว่าใครคือฆาตกรที่แท้จริง และตลอดเวลาก็ได้รับแจ้งข่าวว่าพบฆาตกรตัวจริงแล้วกว่า 60 ราย หากแต่ก็ไม่สามารถไขคดีได้อย่างแท้จริงจนถึงทุกวันนี้

นับเป็นเรื่องราวที่แสนลึกลับ และถูกจัดให้อยู่ในหมวดคดีลึกลับที่ยังไม่สามารถหาคำตอบได้

คดีนี้โด่งดังจนกระทั่งถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดในปี 2006 และมีดารานำแสดงที่มีชื่อเสียงมากมาย ลองไปหาชมกันดูได้นะครับ




อันดับที่ 8 Comte de Saint Germain นักเล่นแร่แปรธาตุผู้ลึกลับ



Comte de Saint Germain เป็นหนึ่งในบุคคลที่ลึกลับที่สุดในประวัติศาสตร์ มีข่าวลือและตำนานมากมายที่เกี่ยวข้องกับชื่อของเขา Comte Saint Germain เป็นนักวิทยาศาสตร์และนักไสยศาสตร์ซึ่งอาศัยอยู่ในยุโรปช่วงกลางศตวรรษที่18 เขารักการเดินทาง แถมยังชื่นชอบในการทำการทดลองมากมาย มีตำนานมากมายเกี่ยวกับชีวประวัติของเขา นักประวัติศาสตร์สมัยใหม่ยังไม่สามารถหาข้อมูลที่แท้จริงเกี่ยวกับเขาได้เพียงพอ


Comte de Saint Germain เป็นนักเล่นแร่แปรธาตุ นักทำนาย ผู้เชี่ยวชาญศาสตร์คาถาอาคม ชอบเดินทาง ไม่มีใครทราบวันเดือนปีเกิดที่แน่นอนของเขา ซึ่งในช่วงนั้นเขาได้รับใช้พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 แห่งฝรั่งเศสด้วยความเคารพและไว้วางใจ เขารู้มากกว่าหนึ่งภาษา เขาพูดภาษาอาหรับและฮีบรูได้คล่อง เขาเป็นคนรอบรู้ ชอบประวัติศาสตร์และเคมี ทำการทดลองหลายครั้งซึ่งผลที่ได้ทำให้ประชาชนประหลาดใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า....


ท้ายที่สุดเราก็ยังไม่สามารถบอกได้ว่าเขาผู้นี้คือใคร ชีวประวัติของบุคคลนี้ได้รับการกล่าวขานจนกลายเป็นตำนาน เป็นตัวละครที่ลึกลับที่สุดในศตวรรษที่ 18 มันยังคงเป็นปริศนาว่าเขาเกิดที่ไหน แม้ว่านักวิทยาศาสตร์มีแนวโน้มที่จะเชื่อว่าต้นกำเนิดของเขาน่าจะเป็นชาวยิวโปรตุเกส แต่จนที่สุดก็ยังไม่ได้รับคำตอบว่าเขาผู้นี้คือใคร และยังคงเป็นปริศนาจนถึงทุกวันนี้




อันดับที่ 7 Voynich manuscript ตำราปริศนาอันแสนลึกลับ



Voynich manuscript หรือ 
ตำราวอยนิช เป็นหนังสือโบราณจากยุคกลางของยุโรป ซึ่งเขียนด้วยรหัสลึกลับที่ไม่มีนักภาษาศาสตร์หรือนักคณิตศาสตร์คนใดจะแปลความหมายออกได้มานานกว่า 600 ปี 

โดยบรรดาผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรสำคัญต่างๆ ทั่วโลก แม้แต่เอฟบีไอและนักถอดรหัสอัจฉริยะก็ไม่สามารถจะไขปริศนาของตำราโบราณนี้ได้ ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าตำราวอยนิชอาจเป็นเพียงของปลอมที่ทำขึ้นเองโดยพ่อค้าและนักสะสมของโบราณชาวโปแลนด์ ซึ่งเป็นผู้ค้นพบหนังสือเล่มนี้เมื่อปี 1912


อย่างไรก็ตาม ผลการตรวจหาอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสีพบว่า ตำราวอยนิชนั้นเป็นของเก่าที่ถูกเขียนขึ้นในช่วงกลางศตวรรษที่ 15 และในปี 2018 ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอัลเบอร์ทาของแคนาดา ได้พยายามใช้โปรแกรมปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอถอดรหัสตำราวอยนิช จนพบว่าตำรานี้ถูกเขียนขึ้นด้วยภาษาที่มีความคล้ายคลึงกับภาษาฮีบรูของชาวยิวเป็นอย่างมาก...


อย่างไรก็ตาม รายละเอียดที่น่าฉงนของภาพประกอบได้ก่อให้เกิดทฤษฎีมากมายเกี่ยวกับที่มาของหนังสือ เนื้อหาของหนังสือ และจุดประสงค์ของหนังสือเล่มนี้ เอกสารประกอบด้วยภาพประกอบที่แนะนำว่าหนังสือเล่มนี้แบ่งออกเป็น 6 ส่วน ได้แก่ สมุนไพร ดาราศาสตร์ ชีวภาพ จักรวาลวิทยา เภสัชกรรม และตำรับอาหาร


แม้ในปัจจุบันจะมีคนค้นพบและตีความตำรานี้ได้ แต่มันก็ยังคงเป็นหนึ่งในวัตถุแห่งประวัติศาสตร์ที่ยังคงเป็นปริศนาลึกลับจนถึงวันนี้ว่า ใครคือผู้เขียนและเขียนเพื่ออะไร?



อันดับที่ 6 The Zodiac Killer แฟ้มลับคดีดัง นักฆ่าจักรราศี


Zodiac Killer หรือ “นักฆ่าจักรราศี” เป็นที่รู้จักกันดีถึงคดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาในช่วงปลายยุค 60 และเป็นปริศนามายาวนานกว่า 50 ปีกับ  เขาสร้างชื่อให้ตัวเองจากการส่งจดหมายไปยังสำนักพิมพ์ต่างๆ โดยในเนื้อความมักอ้างความรับผิดชอบว่าคนที่ก่อคดีอย่างอุกอาจคือตัวเขาเอง พร้อมทั้งยังเขียนยกยอตัวเองว่ามีฝีมืออันแยบยล และตำรวจนั้นช่างไร้ความสามารถ นอกจากเนื้อหาดังกล่าวในจดหมายแต่ละฉบับจะปรากฏสัญลักษณ์หนึ่งที่มีลักษณะเป็นวงกลมและมีกากบาทขีดฆ่าทั้งในแนวตั้งและแนวนอน ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่านี่เป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึง “Zodiac Killer”

นักฆ่าจักรราศีคงไม่โด่งดังกระฉ่อนขนาดนี้หากในจดหมายที่เขาส่งมาไม่ได้มีการแนบอักษร Cryptogram ที่เป็นการเขียนโดยใช้อักษรลับ ต้องมีการถอดรหัสจึงจะสามารถเข้าใจสิ่งที่เขาอยากจะสื่อได้


 โดยคดีแรกของฆาตกรต่อเนื่องรายนี้เริ่มขึ้นในวันที่ 20 ธันวาคม 1968 เมื่อเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย เบตตี้ ลู เจนเซ่น (Betty Lou Jensen) และ เดวิด ฟาราเดย์ (David Faraday) ถูกชายนิรนามสาดกระสุนไปยังรถที่พวกเขานั่งอยู่ โดยตำรวจเชื่อว่าจุดประสงค์ของการกราดยิงนั้นก็เพื่อให้เหยื่อตกใจและหนีออกมานอกตัวรถ ก่อนที่ฆาตกรจะยิงทั้งคู่จนเสียชีวิต โดยไม่มีใครสามารถสืบทราบถึงแรงจูงใจของฆาตกรได้....

“นักฆ่าจักรราศี” อ้างว่าเขาได้ทำการฆาตกรรมเหยื่อไปแล้วถึง 37 ราย และการสืบหาตัวเขายังถือว่าเป็นงานยากสำหรับคนทุกฝ่าย แม้ล่าสุด “The Case Breakers” กลุ่มของนักสืบนักกฎหมายนอกราชการกว่า 40 คน ได้ออกมาเปิดเผยสิ่งที่อาจเป็นผลดีต่อรูปคดีว่า พวกเขาสามารถไขปริศนาได้แล้วว่าตัวตนของ Zodiac Killer ภายใต้ภาพวาดชายสวมแว่นอันโด่งดังแท้จริงแล้วคือใคร พวกเขาเผยว่าตัวตนที่แท้จริงของฆาตกรรายนี้มีชื่อว่า แกรี่ ฟรานซิส โพสต์ (Gary Francis Poste) แต่เขาเสียชีวิตไปแล้วในปี 2018 หลังจากนั้นสำนักข่าว CNN ได้พยายามติดต่อไปยังญาติของแกรี่แต่ความพยายามดังกล่าวเป็นอันต้องสูญเสียไป


นักฆ่าจักรราศี ไม่เคยถูกจับตัวได้เลยตั้งแต่เขาก่อคดีในปี 1968 ก่อนจะหายตัวไปอย่างลึกลับในปี 1974 โดยทาง FBI ยังคงมั่นใจว่าเขายังลอยนวลอยู่ และจะพยายามสืบหาตัวคนร้ายเพื่อมารับโทษทางกฎหมายให้ได้ต่อไป ถือว่ายังเป็นคดีปริศนาอันแสนจะลึกลับอันดับต้นๆของโลกจนถึงทุกวันนี้

โดยเรื่องราวความลึกลับของคดีนี้ได้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนจร์ฮอลลีวู้ดในปี 2007 และมีดารานำแสดงรวมทั้งผู้กำกับชื่อดังร่วมกันสร้างผลงานชิ้นโบว์แดงขึ้นมาให้เราได้รับชม ลองไปหาดูกันได้นะครับ



จบพาร์ทแรกที่อันดับ 6 นะครับ ไปอ่านต่อ อันดับที่ 1-5 กันได้ในพาร์ทต่อไปครับ

TOP FIVE By NopLucifer : 5 อันดับการค้นพบสัตว์ประหลาดลึกลับ เรื่องจริงหรือโกหกทั้งเพ! TOP FIVE : Mystery Monsters Truth or Fiction!

ในโลกยุคปัจจุบันนี้ อะไรๆก็สะดวกยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน เพราะเรามีเทคโนโลยีหลายๆอย่างที่พัฒนา และช่วยอำนวยความสะดวกให้เราได้มากยิ่งขึ้น
 

เช่นกัน บางเรื่องราว เมื่อมีการค้นพบ หรือ เผยแพร่ มันก็มักจะมาถึงตัวเราได้อย่างรวดเร็ว แต่กระนั้นเลย บางอย่างเราก็ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนด้วยว่า มันเป็นเรื่องจริง น่าเชื่อถือ หรือเรื่องที่กุขึ้น เพื่อหลอกลวงกัน...
 

เอาล่ะ เกริ่นอะไรเยอะแยะ พาเข้าเรื่องเลยดีกว่า ฮ่า....
 

วันนี้ผมจะพาทุกท่านไปพบกับ เรื่องราวที่ลึกลับ และ น่าสนใจ...

นั่นก็คือ!!!



5 อันดับการค้นพบสัตว์ประหลาดลึกลับ
ที่เป็นเรื่องจริง หรือ เรื่องโกหกทั้งเพ!!!





มาเริ่มต้นกันในอันดับที่....


อันดับที่ 5
No.5 De Loy's Ape ลิงยักษ์ที่เวเนซูเอล่า


 
ขอขอบคุณภาพจาก Wikipedia.org

Ameranthropoides loysi (De Loys'Ape) เป็นรูปถ่ายสัตว์ประหลาดที่รูปร่างเหมือนลิง ถูกพบโดยฟรังซัวส์ เดอ ลอยส์และคณะของเขาที่พบระหว่างทางในขณะตามหาแหล่งน้ำมันตามพื้นที่ชายแดนระหว่างโคลอมเบียและเวเนซุเอลาซึ่งส่วนมากใกล้กับเลค มาราโกโบในระหว่างปี 1917-1920 แต่ไม่ประสบผลสำเร็จเพราะต้องผจญกับโรคภัยการการต่อสู้กับชาวพื้นเมือง ส่งผลทำให้สมาชิกกลุ่มล้มตายหลายคน.....

จนกระทังในปี 1920 พวกเขาได้ตัดสินใจตั้งใกล้แม่น้ำแห่งหนึ่ง พวกเขาก็ได้เห็นสัตว์ประหลาดขนาดใหญ่สองตัววิ่งเข้าหาพวกเขา ตอนแรกหลายคนคิดว่าเป็นหมี หากแต่เมื่อสังเกตดีๆ ก็พบว่าสัตว์ประหลาดดังกล่าวมีลักษณะแปลกประหลาด 

โดยชื่อว่าสองตัวดังกล่าวคือตัวเมียและตัวผู้ซึ่งพวกมันทำร้ายพวกเขา และเพื่อความปลอดภัยพวกเขาได้ยิงฆ่าสัตว์ประหลาดตัวผู้ไป ส่วนตัวเมียก็วิ่งหายเข้าไปในป่า

และเมื่อพิจารณาสัตว์ประหลาดตัวนี้ดีๆ ก็พบว่ามันเป็นสัตว์ที่หลายคนไม่เคยพบมากก่อน รูปร่างคล้ายกับลิงแมงมุม แต่มันมี ขนาดใหญ่มาก สูง 1.57 เมตร มีฟัน 32 ซี่( ลิงส่วนใหญ่บนโลกมี 36 ซี่) และไม่มีหาง ขนาดและรูปพรรณ ส่วนหน้าผาก ของพวกมัน แสดงให้เห็นว่ามันไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลยกับสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนมในอเมริกาใต้ 


จากนั้นพวกเขาก็นำซากของมันมาจัดท่าทางนั่งบนลุงและเอาไม้พยุงไว้ที่ใต้คางของมัน จากนั้นก็ถ่ายภาพเพียงภาพเดียว และก็ทิ้งซากของมันไว้อย่างนั้น ทั้งที่ควรเก็บไว้เป็นหลักฐาน....

แน่นอนว่าต่อมาภาพดังกล่าวก็เป็นที่ถกเถียงกันว่ามันคือตัวละครกันแน่ หลายคนวิจารณ์มันว่าเป็นเรื่องหลอกลวง เพียงแค่เอาซากลิงมาถ่ายภาพ ในขณะที่บางคนแย้งว่ามันอาจเป็นลิงพันธุ์ใหม่ที่ไม่มีใครรู้จักมากว่า และเชื่อว่าภาพดังกล่าวคือสัตว์ประหลาดลิงของจริงเพราะดูจากหน้าอก มือ ใบหน้า และที่สำคัญคือส่วนหน้ากากสูงกว่าลิงอื่นๆ ที่มีการค้นพบ!!




อันดับที่ 4
No.4 Yeti เยติ ลิงยักษ์หิมะแห่งทิเบต



ขอขอบคุณภาพจาก moviemorlocks.com

ในปี 2011 ได้มีการเปิดเผยว่ากระทรวงต่างประเทศของอเมริกาได้ออกฎระเบียบในปี 1950 สำหรับผู้ที่คิดเดินทางไปเทือกเขาหิมาลัยในประเทศเนปาลและทิเบตเพื่อค้นหาเยติว่า นักเดินทางทุกคนจะต้องจ่ายค่าใบอนุญาต และถ้าเห็นสัตว์จะต้องการถ่ายภาพหรือถ่ายในขณะที่มันมีชีวิตอยู่ สิ่งมีชีวิตจะต้องไม่ถูกดฆ่าหรือถูกยิง เว้นว่าจะอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินจากการป้องกันตัวเองที่สุดในนั้น ส่วนรัฐบาลเนปาลได้จัดเยติเป็นสัตว์สงวนพันธุ์ทั้งๆ ที่ยังไม่มีมีหลักฐานการมีตัวตนของเยติข่าว ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าอเมริกาและรัฐบาลอื่นๆ ทั่วโลกเชื่อว่ามีเยติในเทือกเขาหิมาลัยตั้งแต่ปี 1950....

ประเด็นความน่าสนใจเริ่มขึ้นเมื่อเอริค ซิปตันรักไต่เขาชาวอังกฤษนักไต่เขาอังกฤษกับคณะเดินทางไปสำรวจยอดเขาเอเวอร์ เรสได้พบรอยเท้าเยติบนธารน้ำแข็ง เขาจึงประกาศว่าเมื่อก่อนเขาไม่เชื่อว่าเยติมีจริงแต่ตอนนี้เมื่อมาพบด้วยตา ของตนเอง เขาเชื่อว่ามีจริง บางทีจะเป็นสัตว์ใหญ่จำพวกลิงเอปอาศัยอยู่ตามภูเขาสูง เชื่อว่าอาศซัยอยู่ยอดเขาประมาณ 6,000 เมตร (20,000 ฟุต) เหนือระดับน้ำทะเล



ในปี 1956 ร้อยโทโปแลนด์ Sławomir Rawicz ผู้เขียนหนังสือThe Long Walk ได้อ้างว่าขณะที่เขาและพรรคพวกข้ามภูเขาหิมาลัยในปี 1940 ก็ได้พบสัตว์เดินสองเท้าสองตัวที่เชื่อว่าเป็นเยติขวางเส้นทางของพวกเขาในปี 1950 ทอม ซลิ คราชาน้ำมันจากรัฐเท็กซัส และนักผจญภัยได้เกิดความสนใจในเรื่องเยติ เขาสรุปว่าเยติมีสองชนิดคือตัวสีดำสูงประมาฯ 8 ฟุต (2.4 เมตร) และสีแดงขนาดเล็ก และเขาก็เคยเห็นเยติทั้งระยะใกล้และไกล ในปี 1959 เขาได้พบเยติในขณะไปประเทศเนปาล เขาได้เห็นไกล ปรากฏว่าสักสองสามนาที สิ่งมีชีวิตดังกล่าวสูว 5 หรือ 6 ฟุต (1.5-1.8 เมตร) มีขนสีแดง หลังจากสัตว์หายไป เขาและลูกทีมก็ค้นพบบริเวณที่มันปรากฏก็พบกองอุจจาระที่เชื่อว่าเป็นของ สัตว์ดังกล่าวที่ถ่ายออกมา.....

ไม่นานทอม ซลิคได้เก็บตัวอย่างและส่งมันไปวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการในฝรั่งเศส การวิเคราะห์พบปรสิตที่ชื่อว่า whipworm หรือพยาธิ แส้ม้า เป็นพยาธิตัวกลมชนิดหนึ่งในลำไส้มนุษย์ แต่พยาธิแส้ม้าดังกล่าวไม่สามารถจำแนกตารมวิทยาศาสตร์ได้ว่ามาจากสัตว์สาย พันธ์ใหม่ แสดงให้เห็นว่าเจ้าของอุจจาระนั้นเป็นสัตว์ลึกลับที่คนไม่รู้จัก ถ้าเรื่องดังกล่าวเป็นจริงอุจจาระนั้นเป็นหลักฐานว่าเยติมีอยู่จริงในเนปาล ปัจจุบันหลักฐานอุจจาระดังกล่าวอบู่ในพิพิธภัณฑ์นานาชาติ Cryptozoology ในพอร์ตแลนด์ รัฐเมนต์.....




นอกจากนี้ทอม ซลิค ยังให้ทุนแก่คณะนักสำรวจค้นหาเยติแต่ผลก็เหมือนกับคณะนักสำรวจอื่นๆ คณะนักสำรวจจากรัสเซีย เชคโกสโลวาเกีย และญี่ปุ่น เดินทางไปค้นหาเยติแต่ก็ไม่พบอะไรไปมากกว่าคณะนักสำรวจชุดที่แล้วๆ มา อีก ทั้งยังแอบขนชิ้นส่วนมือมัมมี่ที่เชื่อว่าเป็นของเยติกลับไปที่อังกฤษเพื่อ วิเคราะห์ด้วย อย่างไรก็ตามเขาก็ได่เสียชีวิตลงในปี 1962 จากอุบัติเหตุเครื่องบินตกในมอนแทนาเส้นทางไปแคนาดา ในขณะอายุเพียง 46 ปีเท่านั้น.....






อันดับที่ 3
No.3 Chupacabra ตัวดูดเลือดแพะ



ชูปากาบรา Chupacabra แปลว่า ตัวดูดเลือดแพะ เป็นสิ่งมีชีวิตลึกลับในตำนานชนิดหนึ่ง มีผู้ที่อ้างว่าพบเห็นมันครั้งแรกในเปอร์โตริโกในช่วงต้นทศวรรษที่ 50 และมีหลายคนรายงานว่า มันได้ฆ่าสัตว์ชนิดต่าง ๆ เช่น แพะ ด้วยการดูดเลือด เป็นจำนวนมาก และยังคงมีผู้พบเห็นมันมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน....

ปัจจุบันที่เปอร์โตริโก มีนักสำรวจท้องถิ่นได้สำรวจเรื่องราวเกี่ยวกับชูปากาบรา และพบถ้ำแห่งหนึ่งที่เชื่อว่าเป็นที่อาศัยของมัน และรอยเท้าของชูปากาบราก็มีลักษณะใหญ่คล้ายนกกระจอกเทศ....




จากการศึกษาซากสัตว์ที่เชื่อว่าตายด้วยการดูดเลือดของชูปากาบราจนหมดตัวนั้นของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ พบว่า แท้จริงแล้วเลือดในตัวสัตว์เหล่านั้นยังมีอยู่ เพียงแต่ว่าถ้ามองจากภายนอกอาจดูเหมือนไม่มีเลือดเหลืออยู่ในตัวเลย เป็นเพราะเลือดในตัวสัตว์นั้นได้หยุดไหลเมื่อหัวใจหยุดเต้น และเชื่อว่า สัตว์ที่โจมตีสัตว์เหล่านี้นั้น น่าจะเป็น สุนัขป่าหรือลิงป่าอย่างไรก็ตามจากภาพสเกตช์ของผู้ที่อ้างว่าเคยพบเห็น ชูปากาบรามีรูปร่างหน้าตาหลากหลายต่างกัน แต่มีลักษณะที่ร่วมกันคือ มีหน้าตาคล้ายมนุษย์ต่างดาวที่เรียกว่า เกรย์ (Grey) แต่มีขาหลังที่ใหญ่คล้ายจิงโจ้....


ในวันที่ 21 พฤษภาคม ค.ศ. 2010 พยาบาล 2 คน ได้พาสุนัขไปเดินเล่นแถวริมทะเลสาบ ที่รัฐออนตาริโอ ประเทศแคนาดา ได้พบเห็นสัตว์ตัวหนึ่งที่มีลักษณะประหลาด คือ ร่างกายเต็มไปด้วยขน แต่หัวล้านเลี่ยน หน้าตาน่ากลัว ลำตัวยาว ขายาว มีหางคล้ายหนู ซึ่งไม่มีใครบอกได้ว่า คือสัตว์อะไร มีผู้เชื่อว่าคือ ชูปากาบรา


แต่ที่น่าสนใจและเป็นข่าวดังไปทั่วโลกคือ คลิปวีดีโอคลิปหนึ่งที่เผยแพร่มาจากรัฐเทกซัส โดยมีเกษตรกรรายนึงอ้างว่า พวกเขาไล่จับ ชูปราคาบราในเม็กซิโก (ดูคลิปได้จากคลิปด้านบน)

มันวิ่งเร็วมากๆ จนคนดูคลิปนี้มองแทบไม่ทัน แต่เห็นคร่าวๆ คือมันเหมือนหมาสีเทา ก่อนที่ภาพจะจบลงเมื่อพวกเขายิงมัน จนเป็นศพ และฝังมันไว้ในที่ดินที่บ้านของเขา โดยเจ้าตัวที่เชื่อว่าเป็นชูปากาบรานั้นได้ฆ่าไก่ของเขาไปแล้วถึง 3 หน ซึ่งเจ้าสัตว์ตัวนี้มีรูปร่างแปลกมาก คือ ตัวเป็นสีฟ้าปนสีเทาและไม่มีขน คลิปถูกโพสลงในอินเตอร์เน็ต จนโด่งดัง และวีดีโอนี้ก็ถูกแพร่ภาพที่ CNN และสถานีข่าวชื่อดังอื่นๆ....



แต่ภายหลังจากที่มีคนที่ดูคลิปนี้และดูรูปศพมัน ก็เกิดข้อโต้แย้งตามมามากมาย เพราะดูยังไงก็ไม่ใช่ ชูปราคาบรา มันเหมือนวีดีโอเทศบาลไล่จับหมามากกว่า แถมจากการพิสูจน์ของนักวิทยาศาสตร์จากกะโหลกและตรวจดีเอ็นเอของสัตว์ชนิดนี้แล้วนั้น พบว่า เป็นเพียงสุนัขไคโยตี้ที่เป็นขี้เรื้อนเท่านั้น.....กำเวงงงงง....เห้อออออ


อันดับที่ 2
No.2 The SewerCam อสูรกายในท่อน้ำทิ้ง



ความลึกลับขยะแขยงนี้ถูกนำมาลงโพสในอินเตอร์เน็ตอย่างน่าสะพรึง (ดูคลิปได้จากคลิปด้านบน) โดยเจ้าของภาพอ้างว่าเขาได้ถ่ายวีดีโออสูรกายลึกลับที่ตั้งชื่อกิ๊บเก๋ว่า The SewerCam รูปร่างเหมือนก้อนเนื้อขนาดยักษ์ น่าขยะแขยง ผิวลื่นๆ คล้ายปลาไหล มันเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ เต้นเป็นจังหวะ เมื่อพบเห็นคน มันก็จะคลานหนีอย่างๆ โดยมันอาศัยอยู่ในท่อระบายน้ำเสียของเมือง Raleigh รัฐ North Carolina มันสามารถไต่เพดาน และในไม่ช้ามันจะขึ้นบก เพื่อครองโลก ห้ะ!!

เบื้องหลังความจริงคือ........สงสัยท่อระบายน้ำอเมริกานี้สกปรกมากๆ เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตที่หลากหลายและน่าขยะแขยง ไม่ว่าจะเป็น หนู, แมงสาป และสัตว์ประหลาด มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่ามันไม่ใช่สัตว์ประหลาดและไม่ใช้สัตว์ลึกลับ แต่มันคือ "ไส้เดือนน้ำ(Tubifex)"




ไส้เดือนน้ำนี้ สามารถพบได้ตามแหล่งน้ำเน่า ในไทยก็มีเอาไว้เลี้ยงปลา แต่ที่เห็นอยู่กันเป็นก้อนๆ เนื่องจากในท่อระบายน้ำไม่มีน้ำมาก ไม่มีดินหรือตะกอนให้มันเกาะ มันเลยไหลไปๆ รวมตัวกัน มันจะสร้างรังหรือถุงน้ำครอบตัวมันไว้เป็นก้อนๆ ถ้าอยู่ในที่น้ำเยอะๆ คงไม่จำเป็นต้องสร้างถุงแบบนั้น แล้วที่เป็นมันขยับเพราะว่าถ้ามีไส้เดือนตัวใดตัวหนึ่งขยับตัวอื่นก็ขยับตามไปด้วย



และไม่ต้องกังวลที่มันจะครองโลกหรอกนะ หนอนพวกนี้กินแต่ซากและของเน่าเหม็นเท่านั้น สบายใจได้ เรายังเป็นเจ้าโลกต่อไปอีกนานแสนนานเลยทีเดียว อิอิ.........


และแล้วก็มาถึง อันดับที่ 1 ของเรา นั่นก็คือ!!

 



อันดับที่ 1
No.1 Cerro Azul Monster



มันคือสิ่งมีชีวิตในปานามาเป็นซากศพประหลาดที่ถูกถ่ายในเมือง Cerro Azul ในประเทศปานามาเมื่อเดือนกันยายน 2009 และถูกเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ต โดยเนื้อหาเล่าว่าวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งสี่หรือห้าคนอายุระหว่าง 14 และ 16 กำลังเดินเล่นเที่ยวริมน้ำและได้เห็นสิ่งมีชีวิตตัวหนึ่งออกมาจากถ้ำรูปร่างมันมีขนและมีฟันคม แขนยาว น่าเกลียดน่ากลัว และกลุ่มวัยรุ่นยังอ้างว่ามันพุ่งมาหาพวกเขา!!

ด้วยความกลัวพวกเขาจึงตอบโต้ด้วยการปาหินใส่มันจนตาย และพวกเขาโยนร่างของสัตว์ดังกล่าวลงสระน้ำ ก่อนที่เวลาต่อมาพวกเขาก็กลับมายังพื้นที่ดังกล่าวอีกครั้งเพื่อถ่ายภาพ โดยภาพดังกล่าวเป็นสิ่งมีชีวิตรูปร่างขาวเผือกไม่มีขน มีหน้าตาแปลกประหลาด และแขนและขายาวผิดปกติ และท้องโป่งพอง.....



จากนั้นพวกเขาก็ส่งภาพซากดังกล่าวไปยังสถานีโทรทัศน์ปานามาและเรื่องราวก็ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก และอินเตอร์เน็ต เช่นเว็บ cryptozoology  แน่นอนก็ข้อสันนิษฐานแตกต่างกันไปบ้างก็ว่าเป็นสลอธไม่มีขน หรือไม่ก็มนุษย์ต่างดาว หรือสัตว์พันธุ์ใหม่ที่ยังไม่มีการค้นพบที่ไหนมาก่อน

อย่างไรก็ตามศพสิ่งมีชีวิตดังกล่าวได้ถูกกู้คืนสี่วันหลังจากค้นพบและมรการตรวจชิ้นเนื้อโดยหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมแห่งชาติของปานามา ก่อนที่จะสรุปว่ามันคือสลอธน้ำตาล  สายพันธุ์ที่พบทั่วไปในพื้นที่ดังกล่าว และเด็กไม่เข้าใจ (หรือสับสน) จนเกิดความเข้าใจผิดดังกล่าว สาเหตุที่มันรูปร่างดังกล่าวเพราะการเน่าสลายเนื่องจากอยู่ในน้ำนานเท่านั้นเอง.....

 
และทั้งหมด ก็ยังเป็นสิ่งที่เราหลายๆคนเลือกที่จะเชื่อ ว่ามันเป็นเรื่องจริง หรือ นิยายหลอกลวง ทำขึ้นมาให้เราหลงเชื่อ....


ก็แล้วแต่ท่านล่ะนะ ว่าจะเลือกเชื่อในส่วนไหน...ฮ่าๆ
 
วันนี้ก็ขอจบลงก่อน 
วันหน้าจะนำพาเอาเรื่องน่าสนใจมาฝากกันอีกนะจ้ะๆๆ....

ขอบคุณแหล่งที่มา
Wikipedia.org
Pantip.com
Dek-D.com
Listverse.com

ติดตามอ่านเรื่องราวลึกลับ น่าฉงน ประวัติศาสตร์อันน่าค้นหา และ บางเรื่องราวที่ยังเป็นปริศนาไร้ซึ่งคำตอบได้ที่นี่ 
ทั้งเพจ บล๊อก และ ยูทูป!!

อัพเดทเรื่องราวต่างๆก่อนใคร : https://www.facebook.com/NopLucifer
อ่านบทความแบบละเอียด : http://nop-lucifer.blogspot.com/
ดูคลิปแบบย่อๆได้ทางยูทูป : http://www.youtube.com/c/NopLucifer999


บันทึกลึกลับ!!....ตอน : พบกับ 10 อันดับบุคคลที่ลึกลับที่สุดของโลก ตอนที่ 2 ตอนจบ (Top Ten Mysterious People Pt.2 End)

มาต่อกันใน 5 อันดับที่เหลือกันต่อเลยจ้า....



อันดับที่ 5
ดี บี คูเปอร์ (D. B. Cooper)



ขอบคุณภาพจาก lehighvalleylive.com

ดี บี คูเปอร์ คือนามแฝงของสลัดอากาศที่ทำการบุกยึดเครื่องบินโบอิ้ง 727 และผู้โดยสารทั้งหมดเอาไว้เป็นตัวประกัน ขณะที่กำลังบินอยู่เหนือน่านน้ำแปซิฟิกทางตะวันออกเฉียงเหนือ ในวันที่ 24 เดือนพฤศจิกายน ปีค.ศ.1971 เพื่อแลกเปลี่ยนกับเงินสด 200,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมกับร่มชูชีพ และในขณะนั้นเองที่เขาได้สั่งให้กัปตันนำเครื่องลงจอดยังสนามบินใกล้เคียง....


ขอบคุณภาพจาก seattlepi.com

ซึ่งหลังจากที่ได้สิ่งของตามที่ต้องการแล้วเขาจึงสั่งให้กัปตันนำเครื่องบินขึ้นไป จากนั้นในขณะที่เครื่องบินอยู่ในระดับความสูง 10,000 ฟุต เขาก็ได้กระทำบ้าบิ่นสุดขีด โดยเขาได้กระโดดร่มลงไป และหายตัวไปอย่างเป็นปริศนา!!!


ขอบคุณภาพจาก nymag.com

จนกระทั่งในปีค.ศ. 1980 มีเด็กชายพบเงินสดกว่า 5,800 ดอลลาร์สหรัฐถูกฝังอยู่กลางสันทรายในแม่น้ำโคลัมเบีย หมายเลขของธนบัตรตรงกับหมายเลขของเงินที่โดนขโมยไปพอดิบพอดี แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครสามารถจับตัวดี บี คูเปอร์มาลงโทษได้อยู่ดี 


ขอบคุณภาพจาก telegraph.co.uk

จากเหตุการณ์นี้เองที่ทำให้สนามบินทั่วโลกมีการจัดระเบียบเกี่ยวกับความปลอดภัยเสียใหม่ และเริ่มมีการนำเครื่องเอ็กซเรย์ตรวจจับและค้นวัตถุต้องสงสัยมาใช้โดยทั่วกัน....



อันดับที่ 4
เคาท์ เซนต์ เกอร์แมน (Comte St Germain)


ขอบคุณภาพจาก trianglebook.weebly.com

ข้าราชสำนักผู้นี้มีความสามารถอันหลากหลายทั้งศาสตร์และศิลป์ในฝรั่งเศส เพราะเขาเป็นทั้งข้าราชการ นักวิทยาศาสตร์ นักประดิษฐ์ นักไวโอลิน และนักประพันธ์มือสมัครเล่น ในขณะเดียวก็ยังเป็นบุคคลลึกลับของโลกด้วย ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่รู้จักกันเป็นอย่างดีในนาม Der Wundermann หรือวันเดอร์แมน (มนุษย์ประหลาด) 


ขอบคุณภาพจาก overthinkingit.com

ราวกลางศตวรรษที่ 20 เขามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นที่ไม่วางใจของบรรดาข้าราชการบริพารในสมัยนั้น เพราะเขาเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 เป็นอย่างมาก แต่ต่อมาเขาก็ถูกจับกุมในข้อหาทางการเมือง....


ขอบคุณภาพจาก tumblr.com

ความลึกลับของเขานั้นคือที่มาที่ไปของเขาเองที่ถูกปกปิด มีเพียงบันทึกเกี่ยวกับตัวเขาที่ถูกเขียนขึ้นในปีค.ศ. 1745 ที่สามารถนำมาใช้ยืนยันการมีอยู่ของเขาได้เท่านั้น ซึ่งเนื้อหาภายในนั้นกล่าวว่า เขาเข้ามาอาศัยอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศสประมาณ 2 ปี

ทั้งในระหว่างนั้นก็ไม่เคยเปิดเผยประวัติของตัวเองให้ใครทราบเลย รู้แค่เพียงว่าเป็นคนเก่งที่หาตัวจับได้ยากคนหนึ่ง และมั่นใจว่าเขาไม่ใช่ผู้ชายธรรมดาสามัญชนทั่วไปอย่างแน่นอน แต่อาจจะเป็นเชื้อพระวงศ์ หรือสายลับที่ถูกส่งตัวมายังฝรั่งเศสก็มิอาจล่วงรู้ที่มาที่ไปของคนผู้นี้ได้....ความลับของเขาก็ยังไม่มีใครไขได้จนถึงปัจจุบัน...






อับดับที่ 3
ชายในหน้ากากเหล็ก (Man in the Iron Mask)


ขอบคุณภาพจาก defrostingcoldcases.com

ชายผู้สวมหน้ากากเหล็กคนนี้เป็นนักโทษที่มีชีวิตอยู่ในช่วงของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ก่อนที่จะสิ้นใจในเดือนพฤศจิกายน ของปี ค.ศ. 1703 โดยไม่มีผู้ใดได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของเขามาก่อนเลย เพราะเขาซ่อนตัวตนภายใต้หน้ากากสีดำอันแสนมืดมิดมาโดยตลอด....


ขอบคุณภาพจาก ancient-origins.net

อย่างไรก็ดี แท้จริงแล้วเรื่องราวของชายผู้นี้เป็นตัวละครหนึ่งในนิยายที่มีเค้าโครงจากเรื่องจริงส่วนหนึ่ง ซึ่งในเนื้อหามีใจความเกี่ยวกับชีวิตของชายผู้หนึ่งที่ถูกจับกุมโดยข้ารับใช้ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 และถูกส่งตัวไปคุมขังเอาไว้ในคุกลับแห่งปิเนรอล เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใดเข้าถึงตัวได้ พร้อมกันนี้นักโทษคนดังกล่าวยังโดนห้ามมิให้พูดคุยกับผู้ใดนอกจากได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการแล้วเท่านั้น หากเขาฝ่าฝืนจะถูกฆ่าในทันที....


ขอบคุณภาพจาก ancient-origins.net

หลายคนสงสัยว่าชายผู้นี้เป็นใคร ทำไมถึงสำคัญขนาดนี้ มีข้อสันนิษฐานว่า รือเขาจะเป็นพี่น้องฝาแฝดของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 และสาเหตุที่จองจำก็เพื่อให้บัลลังค์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มีความมั่นคง บางคนก็ว่า เขาอาจจะเป็นบิดาของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซะเอง


ขอบคุณภาพจาก imgarcade.com

ซึ่งหลังจากที่เขาเสียชีวิตลงทางการก็จัดการทำลายข้าวของของเขาทุกชิ้น พร้อมกับฝังศพ และอย่างเงียบ ๆ และระบุชื่อบนป้ายหลุมศพว่า Eustache Dauger เท่านั้น โดยสุดท้ายแล้วก็ไม่มีใครทราบที่มาที่ไปอย่างแท้จริงเสียที....


โปสเตอร์ภาพยนตร์ เรื่อง The Man in The Iron Mask
ภาพจาก listal.com

โดยเรื่องนี้เคยนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์หลายครั้ง ที่เราคุ้นกันดีก็เห็นจะเป็นเวอร์ชั่นที่มี พระเอกดัง ลีโอนาร์โด้ ดีคราปิโอ้ เป็นดารานำแสดง.... 






อันดับที่ 2
กิล เปเรซ (Gil Pérez)


ขอบคุณภาพจาก philurbanlegends.blogspot.com

เขาผู้นี้คือนายทหารสัญชาติสเปนซึ่งประจำการอยู่ที่พระราชวังเดลโกเบอนาดอร์ ในประเทศฟิลิปปินส์ แต่อยู่ๆ เขาก็ไปปรากฏตัวขึ้นในเมืองเม็กซิโกอย่างน่าฉงนเมื่อวันที่ 26 เดือนตุลาคม ปี ค.ศ. 1593 โดยที่เจ้าตัวก็ไม่ทราบเช่นกันว่ามาอยู่ที่เมืองแห่งนี้ได้อย่างไร!!


เขารู้เพียงแค่ ผู้ว่าของเมืองที่เขาประจำการอยู่นั้นกำลังจะถูกลอบสังหาร ซึ่งอีก 2 เดือนต่อมาก็มีข่าวจากเรือฟิลิปปินส์ยืนยันว่าคำพูดที่ถูกนำมากล่าวอ้างนั้น เป็นเรื่องจริงทั้งหมด แต่ในขณะเดียวกันยังมีพยานที่พบเห็นเปเรซ ในวันที่ 23 ในเดือนและปีค.ศ. เดียวกัน ก่อนที่เขาจะปรากฏตัวในเมืองเม็กซิโกด้วย ซึ่งไม่มีทางที่เขาจะเดินทางไปยังเม็กซิโกที่มีระยะทางห่างไกลกว่า 15,000 กิโลเมตรได้รวดเร็วในสมัยนั้น....



ขอบคุณภาพจาก cogitz.wordpress.com 

สุดท้ายแล้วเขาก็ได้ก็เดินทางกลับไปยังประเทศฟิลิปปินส์อีกครั้ง และไม่มีผู้ใดได้พบเห็นเขาอีกเลยนับตั้งวันนั้น จึงทำให้เรื่องของเขากลายเป็นปริศนาที่ได้ไม่มีใครได้ล่วงรู้ว่าเขาเดินทางโดยวิธีใดจนกระทั่งถึงปัจจุบัน!!





และแล้ว




ก็มาถึง





อันดับที่ 1!!





อันดับที่ 1
เด็กตัวเขียวแห่งวูลพิต (Green Children of Woolpit)



ขอบคุณภาพจาก ancient-origins.net

เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่เคยเขย่าคนทั้งโลก โดยที่ในปัจจุบันนี้ก็ยังคงเป็นประเด็นถกเถียงกันเรื่อยมา...

โดยเรื่องราวนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณศตวรรษที่ 12 กลางหมู่บ้านวูลพิต ของเมืองซัฟฟอร์คในประเทศอังกฤษ ในบ่ายวันหนึ่งของเดือนสิงหาคม 1887 ได้มีเด็กพี่น้องชายหญิงคู่หนึ่งปรากฏตัวขึ้นอย่างลึกลับภายในถ้ำกลางใจเมืองวูลพิต เมื่อชาวบ้านมาพบเจอทั้งคู่แล้ว ทุกคนก็ต้องตกตะลึง เพราะว่าเนื้อตัวของพวกเขานั้นเป็นสีเขียวไม่เหมือนมนุษย์!!  และเครื่องแต่งกายของพวกเขาดูแปลกประหลาด และใช้ภาษาที่ไม่มีใครเคยได้ยินมาก่อน เลยทำให้พี่น้องคู่นี้มีความพิเศษออกไป และได้รับความสนใจจากชาวเมืองเป็นอย่างมาก


ในช่วงแรกทั้งสองคนไม่ยอมรับประทานอะไรเลย นอกเสียจากถั่วเขียวสดที่ผู้คนนำมาให้ ไม่นานเด็กผู้ชายก็เสียชีวิตลงเนื่องจากร่างกายอ่อนแอ ส่วนเด็กผู้หญิงสามารถปรับตัวใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติและพูดภาษาอังกฤษได้พอประมาณจึงเล่าที่มาของตัวเองให้ฟังว่า พวกเขามาจาก "เซนต์มาติน" เมืองที่เต็มไปด้วยความมืดมิด จนกระทั่งวันหนึ่งทั้งสองคนได้ยินเสียงดังกึกก้องไปทั่ว จึงได้ออกเดินทางเพื่อตามหาเสียงนั้น ซึ่งกว่าจะรู้ตัวอีกทีก็พบว่าตัวเองมาอยู่ในเมืองวูลพิตเสียแล้ว....

  
หลายฝ่ายพยายามที่จะอธิบายถึงความเป็นไปได้ว่า พวกเขามาจากไหน บางคนก็ว่า มาจากต่างมิติ มาจากโลกใต้พิภพ หรือแม้กระทั่งต่างดาวเอามาปล่อยตัวไว้ แต่ข้อสันนิษฐานที่เป็นไปได้มากที่สุดก็คือ พวกเขาน่าจะหลบหนีสงครามกลางเมืิองมาจากหมู่บ้านใกล้ๆ และสาเหตุที่ตัวสีเขียวก็น่าจะมาจากโรคชนิดหนึ่งเพียงเท่านั้น...


แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่มีใครให้คำตอบที่ชัดเจน ล่วงเลยมาจนถึงปัจจุบัน และ เรื่องราวของเด็กตัวเขียวแห่งวูลพิตก็ได้กลายเป็นตำนานเรื่องเล่าสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน และ เมืองวูลพิตก็ได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งของอังกฤษ โดยใช้ตำนานของทั้งคู่เป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยที่พวกเราก็ยังคงไม่รู้ว่า ที่สุดแล้ว บุคคลทั้งสองนั้นเป็นใคร มาจากไหน และมาได้อย่างไร มันยังคงความลึกลับชวนให้เราค้นหา ตราบมาจนถึงทุกวันนี้....

จบแล้วจ้า...



ขอบคุณที่อ่านมาจนจบนะจ้ะ 
ยังไง โอกาสหน้าจะหาบทความดีๆ
ที่น่าสนใจมาฝากทุกๆท่านอีกนะครับ 
ขอบพระคุณที่ติดตามคร้าบบบ!! 




Bye bye , See U later.