Light Yagami - Death Note
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผี แสดงบทความทั้งหมด

TOP FIVE By NopLucifer : 5 อันดับ โรงแรมผีดุในไทย!! จากเรื่องเล่าบนโลกออนไลน์ โซนภาคเหนือ TOP FIVE : Tale From Haunted Hotel Zone Northern Thailand

วันนี้ครึ้มอกครึ้มใจอย่างไรไม่รู้ เพราะไปเขียนเกี่ยวกับโรงแรมผีดุทั่วโลกไว้ แต่มันยังรู้สึกว่า มันยังไม่หลอนนะ... อาจจะเป็นเพราะเราไม่ค่อยจะอินกับผีฝรั่งมากนัก มันเลยไม่ค่อยน่ากลัว ... พอดีกับ ไปค้นคว้าเกี่ยวกับโรงแรมผีชื่อดังแห่งหนึ่งในพัทยา... แหม๋ .... หลอนเข้ากระดูกเลย วันนี้เลยนึกสนุกไปค้นเพิ่ม แล้วพบว่า มันน่าจะมีประโยชน์สำหรับนักท่องเที่ยวนะเพราะส่วนใหญ่ไกค์เขาก็แนะนำโรงแรมน่าอยู่ หรือ โรงแรมนั่นดี นี่ดี...แต่ไม่ยักกะบอกว่า มีผีด้วยหรือเปล่า ฮา......
 

เอาล่ะ ไหนๆก็ไหนๆ สำหรับท่านที่ชื่นชอบการไปเที่ยวต่างจังหวัดบ่อยๆ ผมก็อยากจะเขียนเกี่ยวกับที่พักที่ท่านไปเยือนซะหน่อยจะได้เตรียมตัวรับมือได้ทันท่วงที ไม่ใช่ว่าไปเที่ยวทั้งที ผีหลอกกันหัวโกร๋นกลับบ้าน ฮ่า.......ผมขอแบ่งออกไปเป็นภาคๆละกันเน้าะ ขอยกมาภาคละ 5 โรงแรมละกัน เริ่มต้นที่ภาคเหนือก่อนเลยเน้าะ...

เอาล่ะ !! เตรียมตัวเตรียมใจ พร้อมสมุดปากกา จดกันไว้นะ .... ก่อนออกทริป ไปนอนให้ผีอำกัน อิอิ....


ผมขอสงวนชื่อโรงแรมเพื่อรักษาผลประโยชน์ของทางโรงแรมไว้นะครับ ให้เดาๆกันเอาเองเน้อ ว่ามันคือโรงแรมอะไร หุหุ...


 


ปล. ภาพประกอปทุกๆภาพไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ
กับสถานที่จริงภายในเรื่องนะครับ....



เริ่มต้นกันด้วย ....




อันดับที่ 5

โรงแรมเฮี้ยนระดับประเทศที่ นครสวรรค์....


เป็นเรื่องเล่าจากประสบการณ์ตรงของคุณ ลาบไก่ใส่ตับหมู.... เมื่อได้ไปเยือน ณ โรงแรมแห่งนี้....
 

ตอนนั้นฉันมีโอกาสได้แสดงภาพยนต์เรื่องนึงเราไปถ่ายทำกันที่จังหวัดนครสวรรค์ พอตกกลางคืน ทางทีมงานก็เปิดห้องพัก 2 ห้องให้ฉัน แม่ น้องชาย และพี่คนขับรถ ได้พักผ่อนกันด้านล่างของโรงแรม ค่อนข้างสวยงามใช้ได้ แต่พอขึ้นลิฟท์ไปจนถึงห้องพักนี่สิ....บรรยากาศน่ากลัวสุด ๆ เหมือนกับคนละโลกกันเลย ฉันมองผ่านหน้าต่างออกมา ก็เห็นว่า มีหลุมศพอยู่ 2 หลุมติดกันเลย ตอนนั้นใจน่ะ อยากจะขอเปลี่ยนห้องแล้วล่ะ แต่ก็เกรงใจทางทีมงานอยู่ไม่น้อย ก็เลยจำใจนอนห้องนี้ก็ได้ฟะ..... และอีกอย่างก็คิดว่า วิวห้องไหน มันก็คงจะเหมือน ๆ กันแหละ แต่ตอนนั้น ยังไม่ทันได้สำรวจห้องอะไรมากมาย ก็ต้องรีบลงไปข้างล่างก่อน เพราะว่าเดี่ยวจะมีพี่ที่กองถ่ายจะต้องบอกคิวว่า วันไหนจะต้องย้ายกองไปที่ไหน และพวกเราก็ลงไปเที่ยวในเมือง.....

กลับมาก็ เริ่ม ๆ ทำการสำรวจห้อง พบว่า ห้องพักเก่ามาก เตียงนอนก็เหม็นสุด ๆ มีคราบเหลือง ๆ แดง ๆ อะไรก็ไม่รู้ ปะปนกันมั่วไปหมด ส่วนผนังห้องก็มีสีแดงๆ คล้ายคราบเลือดเลอะผนังห้องเต็มไปหมด ห้องน้ำก็มีไฟหลอดแดงห้อยโตงเตงอยู่สีของหลอดก็สลัวๆได้อารมณ์สยิวกิ้วยิ่ง นัก กระจกห้องน้ำ ไม่ต้องพูดถึง เป็นคราบ ๆ เลอะ ๆ เต็มไปหมด เวลามองหน้าตัวเองในกระจก จะรู้สึกว่าตัวเองดูป่วย ๆ ดูโทรม ๆ ไปถนัดตา พูดง่าย ๆ ว่าดูแล้วน่ากลัวน่ะค่ะ อ่างอาบน้ำ และฝักบัว ก็เก่าแสนเก่ามองยังไงก็ไม่กล้าอาบน้ำในอ่างแน่ ๆ กลัวโดนผีจับกดน้ำ ห้องเหม็นอับมาก ๆ ขอบอก.....


หลังจากที่ฉัน สำรวจห้องพัก ทั้ง 2 ห้องเรียบร้อยแล้ว ฉันก็มีความคิดเจ้าเล่ห์นิด ๆ ก็คือ ฉันเลือกที่จะนอนในห้องที่มี TV ค่ะ เพราะคิดเอาเองว่า อย่างน้อย ๆ ห้องนี้ก็น่าจะไม่มีผี เพราะว่า น่าจะมีคนมาพักบ่อยเพราะยังมี TV อยู่เลย ส่วนห้องที่ไม่มี TV ฉันก็ยกให้น้องชาย กับพี่ที่มาขับรถให้ นอนแทน อิอิ ดังนั้น ฉันกับแม่ก็เลือกที่จะนอนห้องนี้ พอเข้าห้องฉันก็เปิดทีวีดู.....

ฉันก็กำลังปรับ ๆ ทีวีดู ส่วนแม่ฉันก็นอนอ่านหนังสืออยู่บนเตียง ขณะที่ฉันกำลังปรับทีวีอยู่นั้น เห็นแม่ทำหน้าแปลก ๆ พร้อมทำจมูกฟุดฟิต ๆ ฉันถามว่ามีอะไรเหรอ แม่ก็ไม่ตอบ พร้อมส่งซิก ว่าเหมือนกำลังมีอะไรบางอย่าง ที่มองไม่เห็นอยู่ข้าง ๆ แม่ฉันฉันก็เลยถามว่า "มีอะไรเหรอ แม่" แม่ก็ตอบว่า "ได้กลิ่นอะไรมั้ย เหม็นมาก ๆ" ฉันก็ตอบว่า "ไม่ได้กลิ่นค่ะ" สักพัก เหมือนสิ่งที่มองไม่เห็นจะได้ยิน แล้วเดินมาทางฉัน เพราะขณะที่ฉันปรับทีวีที่ไม่ชัดอยู่นั้น อยู่ดีๆ ก็ได้กลิ่นขึ้นมา เป็นกลิ่นเน่า เหมือนมีอะไรตาย มาอยู่ข้างๆ ฉัน เหม็นมากพอฉันได้กลิ่น ฉันก็หันไปมองหน้าแม่ พร้อมกับบอกแม่ว่า "ได้กลิ่นแล้วๆ" ฉันถามว่า "แม่ยังได้กลิ่นอยู่หรือเปล่า" แม่บอก "ไม่ค่อยได้กลิ่นแล้ว" ฉันก็เลยตอบไปว่า "ตอนนี้เค้าคงมายืนข้างๆ ฉันแล้วล่ะ เพราะกลิ่นตรงนี้แรงมากๆ เมื่อกี้ยังไม่มีอยู่เลย" 

พอพูดยังไม่ทันขาดคำ สิ่งที่มองไม่เห็นนั่น ก็เริ่มแสดงอิทธิฤทธิ์ขึ้นมาทันที...... คือ ทีวีที่ฉันกำลังปรับ เพื่อให้ภาพคมชัดนั้น ตอนนั้นกำลังจะดูข่าวหรือละครช่อง 7 นี่ละ จากภาพข่าว ก็กลายเป็น ภาพข่าวอย่างเดียว แต่เสียงที่ควรจะรายงานข่าวน่ะ กลายเป็นเสียงสวดมนต์แบบแขก ๆ ฉันก็ลองเปลี่ยนเป็นช่องอื่น ๆ แต่ว่าเสียงก็ยังเป็น เสียงสวดมนต์เหมือนเดิมทุกช่อง มันน่าแปลกมั้ยล่ะ?



สักพักมันเริ่มจะไม่ไหวแล้ว เพราะว่าพอฉันปิดทีวี มันก็ยังมีเสียงสวดมนต์อยู่เลย นั่นทำให้ฉันกับแม่ ตัดสินใจวิ่ง ลุกออกไปเปิดประตู เพื่อวิ่งไปยังห้องน้องชาย แต่ว่า ประตูมันเปิดไม่ออกค่ะ เปิดเท่าไหร่ก็เปิดไม่ออกสักที แต่โชคยังดีที่โทรศัพท์ใช้การได้ ฉันจึงโทรมาที่ห้องของน้อง บอกให้น้องมานี่หน่อยไม่ต้องพูดอะไร ให้รีบๆ มาเดี๋ยวนี้เลย น้องฉันก็เลยมาเคาะประตู พร้อมกับบิดประตูเข้ามาอย่างง่ายดาย ส่วนฉันกับแม่ พอเห็นน้องชายเข้ามาได้ ก็ค่อยโล่งอก รีบวิ่งแจ้นออกนอกห้องกันแทบไม่ทัน พอเข้ามาห้องน้องชายเรียบร้อยแล้ว แม่ก็บอกว่าลืมของในห้อง พี่คนที่ขับรถมาให้ก็เลยบอกว่า จะไปหยิบมาให้ พร้อมกับเรียกน้องชายของฉันให้ไปเป็นเพื่อน แต่ว่าเค้าไม่ได้หยิบแค่ของอย่างเดียว ยังหยิบอย่างอื่นเข้ามาด้วย นั่นก็คือ....... ที่นอนค่ะ .....



นาทีนั้น ตอนที่ฉันเห็นที่นอน ฉันนะตกใจมากๆ เพราะว่ามันเหมือนกับการเอาของ ๆ ห้องที่มีผีเข้ามา แบบนี้ผีมันก็ตามเข้ามาด้วยน่ะสิ คิดยังไม่ทันไร ตาก็เหลีอบไปเห็น เลือดค่ะ เลือดเลอะเต็มด้านหลังของที่นอนนั่นเลย ไม่ใช่เลือดประจำเดือนแน่ๆ เลือดมากขนาดนี้ สงสัยมีการฆ่ากันตาย บนเตียงนี้แน่ ๆ คือ ตอนที่น้องฉันกับพี่คนขับรถ ไปหยิบที่นอนน่ะ เขาไม่เห็นเลือด แต่เห็นว่าพอหยิบที่นอนมาแล้วเจอยันต์ และหนังสือสวดมนต์วางอยู่ใต้ที่นอน .....

นั่นทำให้ฉันกับแม่ ร้องพร้อมกันว่า "เอาไปเก็บเดี่ยวนี้" น้องฉันกับพี่คนขับรถยังงงไม่หาย จนฉันต้องบอกต่อว่า"เลือดเต็มไปหมด" นั่นทำให้น้องชายฉันถึงกับเข่าอ่อน ด้วยความตกใจ เพราะเกิดมา ไม่เคยเห็นที่นอน ที่มีเลือดเยอะขนาดนี้เลย น้องชายฉันไม่กล้าไปที่ห้องนั่นเลย แต่ว่าแม่สั่งให้ช่วยพี่เค้า น้องชายฉันเลยต้องช่วยกัน แบกที่นอนไปเก็บด้วยความจำใจ.....พี่คนขับรถให้ฉัน เป็นนักวิทยุฯ สมัครเล่นด้วย เค้าจะมี"วอ" (ที่เหมือนของตำรวจน่ะค่ะ ที่ใช้คุยกันน่ะค่ะ) ติดตัวตลอด เพื่อใช้พูดคุยกัน ซึ่งเจ้าวิทยุ หรือที่เรียกง่าย ๆ ว่า "วอ" เนี่ย ก็จะสามารถพูดคุยกับคนในท้องถิ่นนั้นด้วย ฉันก็ได้ยิน พี่จิ้น (ก็พี่คนที่ขับรถให้ฉันนั่นแหละ) พูดคุยกับคนในวอ แล้วคนในวอเค้าก็ถามว่า พักที่ไหน โรงแรมอะไร?


ภาพจากภาพยนตร์ JUON ผีดุ

พี่จิ้นก็ตอบๆ ไป สักพักเค้าก็ตอบกลับมาว่าคนในวอ เค้าก็แทบจะพร้อมใจกัน ตอบออกมาว่า..... "หา อะไรนะ ทำไมมานอนโรงแรมนี้ล่ะ นี่มันโรงแรมผีสิงนะ ผีดุมาก ผีแขกด้วย เป็นป่าช้าเก่า ให้พวกเรารีบย้ายออกมาโดยด่วน ไม่มีใครนอนโรงแรมนี้ได้พ้นคืนหรอก ต้องวิ่งป่าราบกันทุกคน เพราะว่าในโรงแรมนี้น่ะ มีทั้งฆ่ายัดใต้เตียง ฆ่ากันในอ่างอาบน้ำ และที่สดๆ ร้อนๆ เมื่อ 3 วันที่แล้ว ยิงกันตายในลิฟท์" โอ้ว พระเจ้าช่วยกล้อยทอด นี่มันอะไรกันฟะเนี่ยยย ฉันนั่งฟังตาปริบ ๆ น้องชายฉันก็นั่งทำหน้าเหวอๆ แม่ฉันก็อึ้งๆ ส่วนพี่จิ้น ก็ยังคุยไม่เลิก ยิ่งพูดก็ยิ่งน่ากลัวๆเรื่อยๆ


ขณะนั้นเอง ... จู่ๆก็มีเสียงเคาะประตู พอเปิดไปก็กลับไม่เจอใคร เราก็นึกว่าทีมงานมาแกล้งหรือเปล่าหว่า สักพักก็ยังมีคนมาเคาะอีกหลายหน ฉันจึงตัดสินใจลุกไปกัน 3 คนเพื่อส่องตาแมวให้รู้ไปเลยว่าใครมาแกล้งฟะ ปรากฏว่าขณะที่เสียงเคาะประตูกำลังดังอยู่นั้น ฉันส่องตาแมวพอดี ก็ไม่เห็นมีใครมาเคาะประตูเลย นั่นทำให้ฉันเหวอมาก ๆ ส่วนลิฟท์ ก็มีเสียงคนขึ้นลงตลอดเวลา และที่สำคัญไม่ว่าลิฟท์จะขึ้นหรือลงยังไง ก็ต้องมาหยุดตรงชั้นห้องของฉัน และต้องมีเสียงคนเดินมาหยุดหน้าห้องทุกที ซึ่งแน่นอนว่า พวกเราไปส่องตาแมวดูแล้วก็ไม่มีใครสักคน.....



ขณะที่ประตู กำลังเคาะอยู่นั้น พี่จิ้นก็แสดงความกล้าหาญด้วยการเปิดประตูทันที แล้วก็ออกไปมองข้างนอก ว่าใครวะ มาแกล้งป่านนี้ ซึ่งก็ไม่เจอใครสักคนเลยค่ะ และก็ไม่มีทางด้วยที่ใครจะมาแอบ เพราะมันไม่มีมุมให้แอบได้เลย อ้อ ส่วนห้องข้างๆ คือ จะมีลิฟท์ก่อน และก็ห้องเก็บของ และก็ห้องฉัน นะคะ ก็เคาะผนังตรงหัวเตียงฉันทั้งคืนเช่นกันค่ะ คุณลองคิดเล่นๆ ดูสิ ว่าฉันกำลังนอนกลัวอยู่บนเตียง แต่หัวเตียงน่ะ มีเสียงคนเคาะดังมากๆ เลย เคาะป๊อก ป๊อก ป๊อก แถมลากของทั้งคืน เสียงเหมือนลากตู้ ลากเตียง เอี๊ยด อ๊าดทั้งคืน.....

สักพัก น้องชายของฉันก็กลัวจนหลับไป คือ นอนทั้งน้ำตาน่ะค่ะ ขณะที่น้องฉันกำลังหลับอยู่นั้น อยู่ดี ๆ ก็ลุกขึ้นมา ทำท่าทางเหมือนคนแขก และก็พูดภาษาแขก ๆ ว่า อะบิดาบา อะไรประมาณนี้น่ะค่ะ ไม่รู้แปลว่าอะไร แต่ว่าน่ากลัวมาก ๆ เพราะว่าปกติน้องชายฉันไม่เคยนอนละเมอเลย แต่นี่ลุกขึ้นมาดื้อ ๆ อย่างนั้น มันน่ากลัวมาก ๆ ค่ะ จนแม่ต้องให้พระคล้องคอน้องใส่ น้องถึงนอนลงได้ อ้อ...ลืมบอกไปว่า ตอนที่เข้าห้องนี้แล้ว ช่วงที่เกิดเหตุการณ์แรกๆ ขึ้นคือ มีคนเคาะประตูนี่ ฉันกับคุณแม่ก็สวดมนต์พระคาถา ชินบัญชรด้วยนะคะ ลองคิดดูสิว่าขนาดสวดมนต์ก็แล้ว แผ่ส่วนบุญส่วนกุศล บอกเจ้าที่เจ้าทางก็แล้ว ยังโดนขนาดนี้ ถ้าไม่ทำจะโดนขนาดไหนเนี่ย......


ตอน แรกๆ แม่เริ่มถอดใจ หลังจากน้องชายโดนผีเข้า แม่กะว่า เราออกไปหาโรงแรมอื่น นอนกันเถอะลูก แต่เรากลับคิดว่า นอนที่นี่ต่อไปดีกว่า..... เพราะว่า กลัวผีในลิฟท์อีก เกิดเข้าลิฟท์ดี ๆ แล้วลิฟท์ค้างกะทันหัน ไฟดับจะทำอย่างไร ไม่ตายกันในลิฟท์เหรอ ป่านนี้แล้วใครจะมาช่วย ตอนนั้นมันก็ดึกมาก ๆ แล้ว ตีอะไรก็ไม่รู้ ไม่รู้จะไปนอนที่ไหน เพราะไม่เคยมาจังหวัดนี้มาก่อน แล้วก็ไม่รู้ว่าที่อื่นมันจะดุกว่านี้หรือเปล่า.....


สรุปคืนนั้น เรียกได้ว่าแทบไม่ได้นอน เจอผีกันทั้งคืน เจอจนจากกลัวเป็นโกรธ ฉันโกรธจริงๆ นะ เข้าใจเลยว่า คนที่กลัวอะไรสุดๆ สามารถเปลี่ยนความกลัว เป็นความโกรธได้ คือ ช่วงหลังๆ เริ่มจะชินแล้ว ตกเช้ามาเจอคนทำความสะอาด 2 คนเดินมาพอดี ฉันเลยถามเลยว่า พี่คะ ห้องนี้เมื่อคืนมีใครเข้ามาลากอะไรหรือเปล่าคะ พี่คนทำความสะอาดทำหน้าตาเหวอๆ บอกกลับมาว่า ห้องนี้ไม่มีคนหรอกค่ะ พอตกเย็นพนักงานก็รีบกลับบ้านกันหมดแล้ว ไม่มีใครกล้าทำงานตอนกลางคืนหรอก เพราะโรงแรมนี้ผีดุจะตาย ดูสิ ขนาดกลางวันแสกๆ เค้ายังไม่กล้าทำงานคนเดียวเลย ต้องขึ้นมาเป็นเพื่อนกัน 2 คน เหอๆ พอลงมาก็เจอเจ้าของโรงแรม เดินมาทักทายใหญ่เชียว ว่าเมื่อคืนหลับสบายมั้ยครับ?








โห.....ฉันนะ รีบบอกใหญ่เลยล่ะ ว่าเมื่อคืนเจออะไร...เจ้าของโรงแรมรีบบอกกลับทันที่ว่า "ที่คุณเจอน่ะ มันยังเล็กน้อย ผมเจอยิ่งกว่านี้อีก และอีกอย่าง วันนี้ผมจะทุบโรงแรมนี้ทิ้งพอดี เพราะว่าเปิดต่อไป ก็ไม่มีใครมาพักเลย เนื่องจากผมก็ยอมรับว่าโรงแรมผมผีดุจริง ๆ เมื่อคืนเป็นคืนสุดท้าย ผีเค้าเลยมาทักทายซะหน่อย" ฉัน แม่ น้อง พี่จิ้น ยืนฟังตาเหลือก....


 






เรานึก ในใจว่า "อะไรฟะ ผีดุแบบนี้กล้าให้พวกเรามานอนได้ไงฟะเนี่ย" เราถามเกี่ยวกับทีมงานคนอื่น ๆ ก็ได้ความว่า ไม่มีใครพักที่นี่เลยค่ะ (พูดง่ายๆ ว่าทั้งโรงแรมมีฉันอยู่ห้องเดียว) คือ ดาราคนอื่น เค้ารู้กันหมดแล้วว่าที่นี่ผีดุ ไม่มีใครกล้าพัก ส่วนเราเพิ่งเล่นเรื่องแรก ยังไม่รู้อะไร ไม่มีใครบอก เลยได้พักไป ซวยไป อีก 2 วันต่อมาก็มีคิวถ่ายต่อ แหม...ทีมงานถามกันใหญ่เลย ว่าเจออะไรบ้าง หึหึ สนุกกันเข้าไป นี่ละหนา ที่เค้าว่าคนในวงการบันเทิง ไม่มีมิตรแท้ และศัตรูจริง ก็ดูสิ ไม่มีใครบอกฉันสักคน.....








อันดับที่ 4 
โรงแรมเรือนไม้ ในจังหวัด สุโขทัย....




เป็นเรื่องเล่าจากคุณ เจ้าจุ่ยเอ้ย แห่งเวบพันทิปเช่นกันครับ.... 
จากประสบการณ์ที่ไปพัก ณ โรงแรมแห่งหนึ่ง!!

ช่วงที่ตะเวนเที่ยว 1 เดือนโดยขับรถไปเรื่อยๆ จากตะวันออกไล่ไปภาคกลาง และขึ้นไปสิ้นสุดที่เชียงราย-แม่ฮ่องสอน ก่อนกลับลงมาค่ะ ที่พักในแต่ละจังหวัดจะเป็นการทดลองสุ่มไปเรื่อยๆ ค่ำที่ไหนก็หาที่นอนแถวๆ นั้น..เรื่องมาเกิดที่จังหวัดสุโขทัยก่อนเป็นที่แรกค่ะ เป็นโรงแรมไม้ เรือนไทย อยู่ในอำเภอเมือง (ชื่อโรงแรมต้องกลับไปค้นจากรูปถ่ายเก่าๆค่ะ) เหตุการณ์ที่เกิดเป็นช่วงเวลาประมาณตีหนึ่งค่ะ ขอบรรยายห้องพักหน่อยนะคะ คือ ห้องเป็นเตียงไม้ใหญ่ขนาด 2 คนนอน......


ใต้เตียงโล่งปลายเตียงเยื้องไปทางซ้าย เป็นชุดเก้าอี้ (เก้าอี้สองตัว กับโต๊ะกลมเล็กๆ 1 ตัว) หันมาทางเตียง ปลายเตียงเยื้องไปทางขวา เป็นกระจก และแน่นอนว่า.. ทำจากไม้แกะฉลุลายด้วยค่ะ หลังจากเสร็จกิจกรรมต่างๆ ดูทีวี กับดูแผนที่ว่าพรุ่งนี้จะไปเส้นไหนต่อ เราก็นอนค่ะ โดยวางของไว้ในตู้เสื้อผ้า วางแผนที่ไว้ที่โต๊ะกลม แล้วก็เปิดไฟหัวเตียงเล้กๆ ไว้สองดวงค่ะ......


ประมาณตีหนึ่ง รู้สึกว่าได้ยินเสียงกุกกักแถวชุดเก้าอี้ปลายเตียงเลยตื่น แต่ยังไม่ลุก รู้สึกว่าพี่สาวขยับมานอนชิดเรามาก แล้วก็กำมือเราไว้แน่น เลยหันไปมอง อ้าปากจะถามว่าเป็นอะไร แต่.. ภาพที่เห็นทำให้ถามไม่ออกค่ะ "เห็นเงาคนสองคนนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่ปลายเตียง คนนึงกำลังดูแผนที่ อีกคนกำลังมองมาที่เตียง" จำได้ว่า พูดอะไรไม่ออก ตัวแข็งทื่อ!! 


ตอนนั้นสวดมนต์บทพาหุงฉบับสั้นเป็น ก็เลยพยายามจะสวด แต่ขยับไม่ได้ค่ะ ขยับปากไม่ได้ คอตอนนั้นก็ขยับไม่ได้ค่ะ พี่สาวท่าทางจะเป็นเหมือนกัน ก็หลับตาลงแล้วพยายามสวดๆๆๆๆ ปากขยับไม่ได้เหมือนมีแรงกดไว้ สวดจบไปรอบที่สาม ปากเริ่มขยับได้ เสียงสวดจึงดังลอดออกมา พี่สาวก็เหมือนกันค่ะ แต่รายนั้นแผ่เมตตาอย่างเดียวเลย...

พอเสียงเริ่มออก จึงลืมตาขึ้นมา ปรากฎว่า.. big surprise ค่ะ คือ "ทางนั้น" เลื่อนมายืนปลายเตียง น่ากลัวมากๆๆๆๆๆๆๆๆ ไม่กล้าหลับตาอีก กลัวว่าลืมตาอีกที "ทางนั้น" จะเลื่อนมาใกล้ขึ้น พยายามสวดต่อค่ะแล้วก็แผ่เมตตาตามพี่สาว จน "ทางนั้น" ขยับเดินห่างออกไป แล้วก็ออกไปทางผนังด้านหลังชุดเก้าอี้.. ที่น่าขนลุกกว่านั้นคือ ทันทีที่ "ทางนั้น" หายไป แผนที่ซึ่งอยู่บนโต๊ะ ตกลงมาที่พื้นค่ะ.. 

ไม่ต้องนอนกันแล้วค่ะ รีบลุกขึ้นเก็บของ เดินไปเคาะประตูญาติที่อยู่อีกห้อง แล้วก็ย้ายโรงแรมเลยค่ะ กลัวมากๆ ความรู้สึกว่าอยากนอนบ้านเรือนไทยตั่งแต่นั้นเป็นต้นมา = 0 ค่ะ ตอนกลับมาจากเที่ยวล้างฟิลม์แล้วเห็นภาพ ก็นึกในใจว่า ดีนะที่เย็นวันนั้นถ่ายรูปเฉพาะป้ายโรงแรม ไม่ได้เอาตัวเองไปถ่ายรูปคู่ที่หน้าโรงแรมเหมือนปกติ.....
ไม่งั้นคง...... สยองงงงงงงง.....


อันดับที่ 3

โรงแรมรีสอร์ทบ้านไม้ ที่ เชียงราย....


เรื่องเล่าจากคุณ คนกับควาย จากเวป พันทิป.... เมื่อเขาได้ประสบพบพานผีตู้เย็นที่โรงแรมแห่งหนึ่งใน จังหวัดเชียงราย....


ลองไปอ่านกันเอาเองนะครับ ไม่น่ากลัวหรอก เชื่อผม ฮ่าๆๆๆ.....



ผมเคยเจอตอนไปเที่ยวเชียงรายครับ!! เป็นรีสอร์ทที่มีบ้านไม้เป็นหลังเดี่ยวๆแยกกันบรรยากาศร่มรื่นเต็มไปด้วยแมก ไม้นานาพรรณตกกลางคืนก็จะเปิดไปนิดๆหน่อยๆตามทางเดินและตามจุดต่างๆในสวนสวย ภายในห้องมีลักษณะดิบๆตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้และกรุผังหนังด้วยไม้เก่า แก่ มีข้าวของเครื่องใช้โบราณตกแต่งอย่างมากมายบรรยากาศอึมครึมอย่างบอกไม่ถูก.....



ตอนแรกผมอยู่หลังที่เป็นบ้านแฝดกันแล้วแฟนไม่ชอบบอกว่าแปลกๆก็ เลยขอเปลี่ยนห้อง.... ทางโรงแรมเลยบอกว่าจะเอาห้องไหนก็สามารถไปเดินๆเลือกได้เลย ก็แปลกใจอยู่ว่าทำไมห้องมันถึงว่างได้ขนาดนั้นพอตอนนอนผมก็นอนไม่ค่อยหลับ หรอกเพราะมันแปลกที่แปลกทางแต่แฟนผมนี่สิหลับปุ๋ยเลย ประมาณกลางดึกผมก็ได้ยินเสียงเปิดปิดสวิตซ์ไฟ (ป๊อกแป๊ก....ป๊อกแป๊ก....ป๊อก แป๊ก) สลับกับ เสียงคนข้างๆห้อง กุกๆกักๆ (ทั้งที่อยู่บ้านเดี่ยวนะ) และ เสียงเปิดปิดตู้เย็นภายในห้องซึ่งอยู่แค่ปลายเตียงเองผมก็เลยแอบบหรี่ตามาดู นิดๆ งานเข้าคร้าบบ!! เห็นตู้เย็นเปิดค้างอยู่ต่อหน้าต่อตา (ไฟในห้องปิดหมด มีเพียงแสงไฟของตู้เย็น) เลยผมก็แกล้งทำเป็นหลับไม่รู้เรื่องรู้ราว (แต่ใจเหี่ยวไปแล้ว) แล้วมันก็ ปิด...เปิด...ปิด......เปิด


รูปบางส่วนมาจากภาพยนตร์เรื่อง ลัดดาแลนด์

ผมกะว่าผี ต้องเบื่อแล้วเลิกทำไปเอง แต่ป่าวครับ มันล่อทั้งคืนยันเช้าเลยทำให้ผมต้องนอนฟังเสียงที่ว่าตลอดคืน จนแฟนผมตื่น (สังเกตุจากพลิกตัวไปมา) เสียงก็หายไปโดนพลัน (ตู้เย็นก็ปิดสนิทดี) ผมก็เพิ่งจะกล้าขยับตัวด้วย เมื่อยยยสุดๆเลยตอนนั้น .....หลังจากนั้น ผมก็ถามเค้าว่าได้ยินมั๊ย เค้าบอกตอนสลึมสลือตอนเช้าได้ยินแป๊บนึงก็ไม่ได้สนใจแต่พอผมบอกก็สยองเชียว รีบเช็คเอาท์กันแทบไม่ทัน พนักงานยังมาถามอีกว่า "เมื่อคืนเป็นยังไงบ้างคะ สนใจค้างอีกซักคืนมั๊ยคะ"........หึหึหึ

 



อันดับที่ 2
โรงแรมแห่งหนึ่ง กลางเมือง ลำปาง....




เป็นเรื่องเล่าจากเวป www.reviewchiangmai.com/1699

ลองไปอ่านกันดู แล้วเดากันเอาเองนะครับ ว่ามันคือโรงแรมอะไร หรือถ้าใครอ่านแล้วไปเจอจะได้คุ้นๆได้ และจะได้ป้องกันได้ทันท่วงที อิอิ...
 

เหตุเกิด ณ โรงแรมแห่งหนึ่งกลางเมืองลำปาง “พี่เอาห้องนี้ไปล่ะกัน” น้องฝึกงาน ททท.เชียงใหม่ โยนกุญแจห้องพักโรงแรมให้ผม เป็นการบ่งบอกโดยนัยว่าเอาห้องพักชั้น 7 ห้อง 703 ไป ผมพักกับพี่นักข่าวอีกคน แว่บแรกสับตีนออกจากลิฟต์ พอพ้นจากลิฟต์สู่ทางเดิน สบตาแรกที่เจอห้องพักคือพิกัดมันอยู่ต้องทางโค้งของตึก พูดง่ายๆก็คือ ออกจากลิฟต์แล้วเดินมา 5 – 6 ก้าวเลี้ยวขวาเจอทางเดินไปห้องพักต่างๆ พอเดินมาซัก 3-4 ห้อง จะถึงโค้งหรือมุมตึกให้เลี้ยวซ้าย ไอ้ตรงมุมนั้นแหละห้องพักผมเอง ทางเดินตรงไปห้อง 703 (สุดทางเดินคือห้องพักผม) ตามสไตล์ ผมไม่พยายามจะคิดแมวน้ำอะไรให้มันมาก แต่ก็รู้สึกแปลกๆ ห้องอยู่เหมือนกันว่าทำไมต้องเป็นห้องนี้ เพราะดูๆไป ทำเลมันไม่ค่อยเวิร์ค.....



เก็บของ เก็บกระเป๋า ออกไปทำงานตอนเย็น กลับมาอีกที สามทุ่มกว่า อยู่ดีๆ ก่อนเข้าโรงแรมพี่โมก พี่นักข่าวอีกคนเจือกชวนผมคุยเรื่องผีขึ้นมาซะงั้น ขึ้นห้องพักกันสองคน เปิดประตูห้องอยู่ดีๆ เหรียญบาทที่ไหนไม่รู้ตกลงมา ผมถามว่าเหรียญพี่รึเปล่า แกบอกน่าจะใช่ แต่แกก็วางไว้แถวนั้นไม่ได้เอาใส่กระเป๋า (ผมคิดว่าต้องเป็นเหรียญ ที่คนมาพักก่อนหน้านี้วางเอาไว้เพื่อเป็นการซื้อห้อง ตามความเชื่อที่ว่า ถ้ามานอนพักที่ไหนต่างสถานที่ ให้วางเงินเหรียญไว้ในห้องจะบนโต๊ะ ตู้ เตียง อะไรก็ได้ เพื่อเป็นการบ่งบอกว่าเรามาขอซื้อที่เขา มาขออนุญาตนอน)จากนั้นเข้าห้องพากันนั่งคุยเรื่องผีไป 2-3 เรื่อง เสร็จ อาบน้ำอาบท่า ปิดไฟตอนห้าทุ่มเตรียมจะนอน (แต่จริงๆ ตอนนั้นยังไม่หลับ)



ผมนอนบนเตียงใหญ่ขนาดสองคนฝั่งติดหน้าต่างห้อง ส่วนพี่แกนอนเตียงเดี่ยวติดฝั่งประตูห้องน้ำ ผมนอนฟังเพลงมีหูฟังยัดหู พี่แกก็มีหูฟังยัดหูเช่นกัน แต่เพิ่มออปชั่นมีแล็ปท็อปเล่นเน็ตไปด้วย ณ จุดๆนี้ ไฟห้องปิด มีเพียงแสงไฟจากแล็ปท็อปเท่านั้นที่ส่องสว่าง ผมหลับตาฟังเพลงไปได้ซัก 15 นาที ได้ยินเสียงพี่แกเปิดประตูออกไปข้างนอก หลังจากนั้นซัก 5 นาทีค่อยกลับเข้ามาใหม่ แกตะโกนเรียกผม 3- 4 ครั้ง ผมเงยหน้าถามว่ามีอะไรพี่ แกบอกพี่เจอว่ะ ผมถามว่าเจออะไร แกบอกว่าเจอยืนอยู่ปลายเตียงผมเลย เงาสีดำๆ รูปร่างคล้ายผู้หญิงตัวสูง ผมบอกจริงหรือพี่ ผมไม่เห็นนะ (ตอนนั้นผมก็หลับตาอยู่แหละ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าถ้าลืมตาขึ้นมาจะเจอรึเปล่า)......


รูปบางส่วนมาจากภาพยนตร์เรื่อง ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ

แกยังเน้นย้ำว่าใช่ ตอนแรกที่แกออกไปข้างนอก ก็เพราะเห็น จนอุทานออกมาเสียงดัง แต่ผมเจือกไม่ได้ยิน พอแกออกไปข้างนอก ทำใจได้สติซักพัก ค่อยกลับเข้ามาอีกรอบ ส่วนผมเหรอครับ ตอนแรกก็นึกว่าพี่แกไปดูดบุหรี่ ที่ไหนได้ แมร่งเจอผี I Shipหาย! ตกลงกันเสร็จสรรพ คืนนี้ขอเปิดโคมไฟนอน พร้อมทีวี แต่ไม่เปิดไฟห้องส่วนสภาพพี่แกตอนนั้นนอนห่มผ้าหันหลังให้ฝั่งทางหน้าต่าง ที่อยู่ตรงปลายเตียง......


ผมแบบระแวง ส่วนผมก็ตาสว่างเลยล่ะครับ คือไม่กล้านอน เพราะถ้านอนแล้วรู้สึกตัวตื่นมากลางดึกแล้วมาเจอกูจะทำไงว่ะ สองคือถ้าไม่นอน แมร่งก็ต้องเฝ้าระแวงมองรอบห้องทั้งคืนว่าจะมีอะไรมั้ย ตกลงตอนนั้นผมก็เลยอยู่ในสองอาการ อีกอย่างเป็นห่วงพี่แก เกิดเจอคนเดียวแล้วช็อคตาย HA จะทำไงกันดี ห้องก็ไม่กล้าเปลี่ยนเดี๋ยวเขาว่าป๊อด ครั้นจะไปนอนกับน้องฝึกงานอีกคนมันก็ยังไงๆกันอยู่ ตกลงผมกับแกเลยต้องต่อสู้กับอะไรไม่รู้ที่มันลึกลับอยู่ในห้อง.....



เวลาผ่านไปล่วงเลยเกือบตีสอง ผมยังอยู่ในอาการหลับๆตื่นๆ จนมารู้สึกเหมือนจะโดนอะไรซักอย่างเข้าสิงร่าง (คาดว่าผีคงจะอำ) ก่อนจะร้องตะโกนออกมาดังๆ แบบหายใจไม่ค่อยออก Shipหาย! พี่แกไม่ได้ยินเสียงผมร้องเลยซักแอะ เท่านั้นไม่พอ แกก็เกิดฝันเหมือนกัน ในความฝันเล่าว่า ผมเปิดประตูห้องวิ่งออกไปข้างนอกตอนดึก เลยถัดไป 2-3 ห้อง ล้มลง พลางชี้กลับมาห้องตัวเอง ให้พี่แกดู ซึ่งพี่แกก็วิ่งตามผมออกมา ภาพที่แกเห็นคือหญิงชุดขาว ตัวสูงเสียดเพดาน หน้าดำคล้ำ ผมยาวเปียกน้ำแบบหมาดๆ ยืนหัวเราะใส่ผมกับแกสองคน อย่างสะใจ (ความฝันนี้เล่ากันตอนเช้า)




จากนั้นทั้งคืน นอกจากพี่แกเจอเงาดำๆยืนจ้องผมอยู่ปลายเตียง กับที่แกฝัน และผมฝัน ก็มีเพียงเสียงบนเพดานนิดหน่อย ประกอบเพิ่มความหลอน แต่ก็พยายามจะไม่คิดอะไรมาก รุ่งเช้าเก็บของเช็คเอาท์ออกตอนเกือบแปดโมงเช้า เปิดประตูออกมา เจอแม่บ้านโรงแรมเข้าชาร์จไปทำความสะอาดทันที แต่แรกกะจะถามว่าห้องนี้มีอะไรมั้ย ก็เลยไม่ใส่ใจ แล้วก็แล้วกันไป อย่าได้เจอกันอีก แต่ๆๆ เดี๋ยวก่อน ไอ้ผมมันคนขี้สงสัย ทำไมแม่บ้านถึงรู้ว่าพวกผมจะเช็คเอาท์ออกตอนไหน ทั้งๆที่ไม่ได้บอกล่วงหน้า และถ้าจะบอกว่ามันบังเอิญ ก็บังเอิญเกินไป ก็ห้องพักมีกันตั้ง 8 ชั้น!!เช็คเอาท์เสร็จ นั่งกินข้าวเช้าพร้อมสนทนาเรื่องเมื่อคืนกันสองคน ผมยังมีข้อสงสัยหลายประการที่ยังค้างคา......

1.ผมไม่ได้เจอด้วยตาตัวเองจริงๆ เพียงแค่มากสุดก็สัมผัสจากการลักษณะโดนผีอำ แต่การโดนผีอำมันก็มีหลักวิชาการทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถอ้างได้ ส่วนที่พี่แกเจอ ผมก็ไม่รู้จะพิสูจน์ยังไง?



2.ความไม่ชอบมาพากลหลายอย่าง ของเหตุการณ์ เช่น ความรู้สึกแรกเมื่อเห็นห้องพัก, เงินเหรียญตกตอนเปิดประตูออกมาแบบไม่รู้ว่ามันมาจากไหนแน่ชัด, แม่บ้านทำไมถึงรู้ว่าพวกผมเช็คเอาท์ออกกี่โมง?


3.ผมมาถ่ายรูปไหว้พระ 9 วัด ซึ่งตามหลักความเชื่อ ใครทำได้ก็มีบุญกุศลเยอะ และๆๆ หมายความว่า ถ้าผีสางนางไม้มาปรากฏตัวให้เห็น แสดงว่าเขามาขอส่วนบุญจากพวกผม สุดท้ายข้อสงสัยไม่ได้รับการคลี่คลาย อัตราความเชื่อสำหรับมีผมแค่ 70 เปอร์เซ็นต์ ทางออกก็เลยมาตกที่การไหว้พระทำบุญ แล้วอุทิศส่วนกุศลให้เขาไป ทำบุญไปให้แล้วหวังว่าอะไรคงจะดี ไม่มีอะไรตามมาหลอกหลอน เพราะสิ่งที่ผมไม่ต้องการคือ อย่ามาแสดงตัว อย่าตามมาด้วย อย่ามากวน ถ้ามีโอกาสทำบุญเมื่อไหร่เดี๋ยวจะทำไปให้..... บรื้อออออ.....
 

และแล้วก็มาถึงอันดับที่ 1 ของเรา


 

อันดับที่ 1 ก็คือ!!!


อันดับที่ 1
โรงแรมห้าดาวติดโรงพยาบาล ที่เชียงใหม่....


หลายคนคงจะเคยได้ยินเรื่องเล่าในเดอะช๊อค เพราะเป็นเรื่องที่ดังมาก น่ากลัวมาก เป็นโรงแรมที่มีอาณาบริเวณใกล้เคียงกับโรงพยาบาล!! 

ส่วนมันจะคือที่ไหนนะเหรอ .... ไม่บอกหรอก ฮ่าๆๆๆ....


เรื่องคือ คนเล่าไปเที่ยวช่วงปีใหม่ โรงแรมที่พักเป็นโรงแรม 5 ดาวของเชียงใหม่แล้วก็จองห้องไว้ แต่มาถึงเช้าแขกยังไม่เช็คอินห้องที่จะพักออก เลยขอเปลี่ยนห้องที่ว่างได้ห้องใหม่ที่ไม่ได้จองไว้ ซึ่งคนเล่ามากับเพื่อนทั้งหมดรวมตัวเองเป็นสามคนเพื่อนคนนึงก็เปิดหน้าต่าง ห้อง เห็นว่าหน้าต่างตรงกับดาดฟ้าโรงพยาบาลพอดี....
แล้วเพื่อนคนนี้ปกติ เป็นคนปากเร็ว เลยพูดไม่คิดว่า "โห เห็นดาดฟ้าโรงพยาบาลเลยหรอนี่ อัปมงคลสุดๆ"แต่ก็ยังไม่มีใครคิดอะไร ก็ออกไปเที่ยวกัน กลับมาเพื่อนคนเดิมก็ไปเปิดหน้าต่าง เห็นผู้หญิงอยู่บนดาดฟ้าก็เลยพูดว่า "คนบ้าอะไรว่ะ ไปนั่งอยู่คนเดียว" คนที่นั่งเป็นผู้หญิง ใส่ชุดโรงบาล คนเล่าก็คิดว่าสงสัยเค้าออกมานั่งเคาว์ดาวน์มั้ง ก็เลยออกไปเที่ยวกันตอนกลางคืน....



รูปบางส่วนมาจากภาพยนตร์เรื่อง เดอะลาสต์ซัมเมอร์

หลังเคาว์ดาวน์เสร็จกลับมา ก็นอนได้ยินเสียงเหมือนคนใช้เล็บกรีดกระจก ซึ่งมีหน้าต่างอยู่ตรงข้างเตียง และบนหัวเตียงของห้องด้วย เสียงกรีดกระจกก็ดังไล่มาจากข้างเตียงถึงหัวเตียงเลยนอกจากเสียงกรีดกระจก แล้ว เป็นเสียงร้องกรี๊ดๆ แล้วก็เสียงหัวเราะอ่ะ เพื่อนเจ้าของเรื่องเปิดม่านดูก็เห็นเป็นผู้หญิงเอาหน้ามาติดกระจก แล้วใช้นิ้วกรีดๆ กระจก หัวเราะฮะ ฮะ ฮะ.....


เห็นแบบนั้น คนเล่ากับเพื่อนเลยรีบลงมาที่ล็อบบี้ บอกพนักงานที่ฟร๊อน เค้าก็เข้าใจว่าเพราะทานแอลกอฮอล์กันรึปล่าวแต่คนเล่าก็บอกว่าไม่ได้กิน คนที่กินมีแค่เพื่อนในกลุ่มคนเดียว แต่เพื่อนเค้าอีกคนกับเค้าไม่ได้ดื่ม....ทางโรงแรมเลยจะเปลี่ยนห้องให้ แต่ต้องรอตอนเช้า เพราะแขกยังไม่เช็คเอาท์ออก คนเล่ากับเพื่อนก็ไม่กล้าขึ้นไปแล้ว นั่งรออยู่ล็อบบี้ ดื่มกาแฟไป จนถึงเช้า แขกออกก็ย้ายไปอีกห้อง ถัดจากห้องเดิมไป 4 ห้อง แต่ก็เปลี่ยนโรงแรมไม่ได้เพราะทุกที่เต็มหมด จะกลับก็ไม่ได้ เพราะจองตั๋วรถที่จะกลับ วางแผนการเดินทางไว้หมดแล้ว ก็เลยจำใจอยู่......

คืนต่อมาก็ยังเจอผู้หญิงคนนี้ คนเดิม เวลาเดิม ใช้เล็บกรีดกระจก พร้อมกรี๊ดและส่งเสียงร้องว่า กูจะฆ่าเมิงงง คนเล่ากับเพื่อนก็ลงมาที่ล็อบบี้อีกถามพนักงานฟร้อนท์ ก็ยืนยันว่าห้องที่อยู่ไม่มีเหตุการณ์อะไร คนเล่าก็ไม่กล้าขึ้นไปนอนอีก ก็เลยอยู่ที่ล็อบบี้ก็มีแม่บ้านเข้ามาถาม เจ้าของเรื่องก็เล่าที่เจอให้ฟัง ป้าเลยถามว่า อยากฟังไหม ถ้าอยากจะเล่าให้ฟัง พนักงานใหม่ไม่ค่อยรู้หรอก....






แต่ก่อนมีผู้ชายคนนึงมาสัมนาที่นี้ แล้วภรรยาก็ตามมาด้วย ภรรยาก็กำลังท้องอยู่ สามีมาที่นี้ก็แอบหนีไปเที่ยวกลางคืน ไปนอนกับเด็กงี้ ผู้หญิงก็เสียใจ มีปากเสียง จะฆ่าตัวตาย ก็กรีดข้อมือในห้องนั้นแหละ แต่ไม่สำเร็จถูกช่วยไว้ทัน ก็เอาตัวส่งโรงบาล แต่สามีก็ไม่เยี่ยมไม่สนใจก็เที่ยวเหมือนเดิม วันนึง เสียงโทรศัพท์สามีก็ดัง ภรรยาบอกว่าให้มองออกมาที่นอกหน้าต่างสิ พอผู้ชายมอง ก็เห็นภรรยาตัวเองอยู่บนดาดฟ้าถือโทรศัพท์อยู่ แล้ววิ่งโดดลงไปต่อหน้าสามีเลย ก็เสียชีวิต!!






หลังจากได้ฟังแบบนั้น เจ้าของเรื่องเลยไปทำบุญให้ผู้หญิงคนนี้ ก็จบเหตุการณ์ ไม่มีอะไรต่อ..... แต่สุดท้ายแล้วก็มีเหตุให้ได้เจอกันอีก 


หลังจากนั้นเจ้าของเรื่องได้ไปนั่งแท็กซี่ แล้วคนขับเล่าให้ฟังว่าทำบุญกับศพไร้ญาติแล้วถูกเลขมาหลายตัวเจ้าของเรื่องเลยอยาก ลองบ้าง ก็ทำตามแล้วก็ถูกจริงๆ เลยทำบุญไปให้ ปรากฏว่าดูชื่อแล้วเป็นคนเดียวกับผู้หญิงที่เจอที่เชียงใหม่คนเล่าก็ไม่เข้า ใจเหมือนกันว่า ทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงเป็นศพไม่มีญาติ........
 


เป็นไงครับ สยองกันไหมล่ะ เหอๆๆๆ....


อ่านจบแล้วควรใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจนะครับ
เพราะบางทีมันอาจจะไม่ใช่เรื่องจริงก็ได้....

โดยเฉพาะในอันดับที่ 5 
เพราะชื่อเสียงเรียงนามคนเล่า เขาช่างโด่งดังสุดๆ อิอิอิ....


ก็แล้วแต่ท่านล่ะนะ ว่าจะเลือกเชื่อในส่วนไหน...ฮ่าๆ
 
วันนี้ก็ขอจบลงก่อน 
วันหน้าจะนำพาเอาเรื่องน่าสนใจมาฝากกันอีกนะจ้ะๆๆ....

ขอบคุณแหล่งที่มา
Wikipedia.org
Pantip.com
Dek-D.com

ติดตามอ่านเรื่องราวลึกลับ น่าฉงน ประวัติศาสตร์อันน่าค้นหา และ บางเรื่องราวที่ยังเป็นปริศนาไร้ซึ่งคำตอบได้ที่นี่ 
ทั้งเพจ บล๊อก และ ยูทูป!!

อัพเดทเรื่องราวต่างๆก่อนใคร : https://www.facebook.com/NopLucifer
อ่านบทความแบบละเอียด : http://nop-lucifer.blogspot.com/
ดูคลิปแบบย่อๆได้ทางยูทูป : http://www.youtube.com/c/NopLucifer999

บันทึกลึกลับ!!...ตอน : 20 อันดับรูปภาพที่ลึกลับที่สุดของโลก!! (Best of 20 Mystery Pictures)


ขี้เกียจอ่าน ดูคลิปแทนได้นะจ้ะ....



มาเริ่มต้นกันที่....

อันดับที่ 20
สัตว์ประหลาดแห่งทะเลสาปล๊อดเนส


เป็นอันที่รู้กันมานาน เกี่ยวกับตำนานสัตว์ประหลาดในทะเลสาปล๊อดเนส ที่ขนานนามว่า "เนสซี" โดยภาพถ่ายที่มีชื่อเสียงที่สุดของเนสซี โดยโรเบิร์ต เคนเนท วิลสัน ศัลยแพทย์ชาวอังกฤษ ในวันที่ 19 เมษายน ค.ศ. 1934 โดยภาพนี้มีชื่อว่า "ภาพของศัลยแพทย์" (The Surgeon's Photo) ซึ่งมีผู้วิเคราะห์ว่าอาจเป็นแค่หางของนากที่กำลังดำน้ำ ซึ่งรูปนี้ได้รับการเปิดเผยในปี ค.ศ. 1998 จากคริสเตียน สเปอร์ลิง ชายวัย 90 ปี ว่าเป็นหนึ่งในผู้ร่วมสร้างภาพนี้ ที่จริงแล้วเป็นเพียงแค่หุ่นจำลองที่ติดกับเรือดำน้ำเด็กเล่นเพียงเท่านั้น....
 


อันดับที่ 19
ผีเฟร็ดดี้แจ็คสัน 




ภาพถูกถ่ายในปี 1919 โดยเป็นภาพกลุ่มทหารเรือ ที่น่าขนลุกคือได้ปรากฏชายที่ชื่อ เฟรดดี้ แจ็คสัน มาโผล่ด้านหลังชายคนหนึ่งในรูป (สังเกตในวงกลม)โดยที่เขาเพิ่งถูกฆ่าตายไปก่อนที่จะมีการบันทึกรูปใบนี้....
 


อันดับที่ 18 
ผีแห่งหอคอยแห่งลอนดอน 



แน่นอนหลายท่านคงจะรู้ดีว่า หอคอยลอนดอนนั้น ผีดุแค่ไหน....แต่รูปในตำนานจริงๆนั้นคือรูปนี้ครับ....รูปนี้เกิดขึ้นที่ประตูแฮมป์ตันคอร์ทพาเลซในทิศตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงลอนดอนโดยภาพนี้ติดอยู่บนโทรทัศน์วงจรปิดในวันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม 2003 เชื่อว่าน่าจะเป็นวิญาณของผู้ใดผู้หนึ่งซึ่งเคยถูกกักขังหรือถูกประหารในหอคอยแห่งลอนดอนแห่งนี้ในช่วง ศษตวรรษที่ 16 เป็นต้นมา...

ท้ายที่สุดมีคนพิสูจณ์ได้ว่า รูปนี้เป็นเพียงรูปปลอมที่จงใจทำขึ้นมา...

 

อันดับที่ 17 
ผีในโบสถ์ที่ยอร์กเชียร์ 


รูปนี้ถ่ายโดยนาย K.F.Lord ในคริสตจักรยอร์กเชียร์ ปี 1963 แต่ภายหลังมีผู้สังเกตว่า มันน่าจะเป็นรูปถ่ายที่ถูกทำขึ้นมา เพราะรูปหน้าของผีมันดูโดดเด่นเกินไป....อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับความเชื่อส่วนบุคคลแล้วนะครับ

 

อันดับที่ 16 
เหตุเกิดที่หุบเขาฟอลคอน 



เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นบริเวณหุบเขาฟอลคอน ประเทศแคนาดาในวันที่ 20 พฤษภาคม 1967 โดยนายสเตฟาน มิชาลัค เขาได้อ้างว่าพบเห็นวัตถุลึกลับรูปซิการ์ได้ร่อนลงในบริเวณสวนของเขา เมื่อเขาเข้าไปใกล้ก็เห็นประตูมันเปิดออก หลังจากที่เขาพยายามที่จะทำให้การติดต่อในภาษาอังกฤษและภาษาอื่น ๆ แต่ก็ไม่มีการตอบสนอง เขาอ้างว่ามีการเผาไหม้มือของเขาในขณะที่พยายามที่จะเข้าไปใกล้ๆ ทั้งนี้ยังพบรอยไหม้รูปตารางที่เผาไหม้บนตัวของเขาอีกด้วย ซึ่งยังคงไม่สามารถพิสูจณ์ได้ว่ามันคือรอยอะไรกันแน่....

 

อันดับที่ 15 
ลิงยักษ์ในสวนหลังบ้าน


 ในปี 2000 รูปนี้ถูกถ่ายโดยผู้หญิงที่ไม่ระบุชื่อและจัดส่งไปให้กรมนายอำเภอ ซาราโซตาเคาน์ตี้ รัฐฟลอริดา โดยรูปถ่ายที่ได้รับมาพร้อมกับจดหมายจากหญิงที่เธออ้างว่าได้ถ่ายภาพลิงในสนามหลังบ้านของเธอ ผู้หญิงที่เขียนว่าเมื่อสามคืนที่แล้ว ได้มีลิงบุกรุกเข้าสนามหลังบ้านของเธอเธอจึงรีบถ่ายรูปเอาไว้ เธอเชื่อว่าลิงเป็นลิงอุรังอุตัง แต่หลายๆคนกลับเชื่อว่ามันคือ สัตว์ประหลาดนามว่า บิ้กฟุต ในตำนาน...
 


อันดับที่ 14 
ลำแสงลึกลับแห่งเฮสดาเลน 



หุบเขาเฮสดาเลนแห่งนี้อยู่ในนอร์เวย์ มีความยาวประมาณ 12 กิโลเมตรมีประชากรอยู่น้อยมาก จนเมื่อกระทั่งช่วงปี 1980 ได้ปรากฏเหตุการณ์ประหลาด คือ มีแสงสว่างวาปคล้ายลูกไฟเกิดขึ้นบริเวณเหนือหุบเขาโดยที่ไม่มีใครรู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง โดยที่เกิดถี่มากประมาณ สัปดาห์ละ 20 ครั้งจนทำให้มีผู้คนที่รู้ข่าวต่างก็เดินทางมาชมปรากฏการณ์ประหลาดนี้มากขึ้นเรื่อยๆ แต่หลังจากนั้นมันก็เริ่มปรากฏน้อยลงเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบันมันก็ยังเกิดขึ้นอยู่....

 

อันดับที่ 13 
นักบินอวกาศแห่งโซล่าเฟิร์ธ 



ภาพที่ถ่ายในปี 1964 โดยฝีมือของจิม เทอป์เพลตันที่ถ่ายลูกสาวห้าขวบของเขาในพื้นที่บะระห์ ซึ่งมองเห็นโซลเวย์เฟิร์ธ คัมเบอร์แลนด์ซึ่งเป็นพรมแดนระหว่างสก็อตและอังกฤษโดยเขาถ่ายรูปสาวของเขาสามใบในลักษณะนั่งบนพื้นหญ้า และเมื่อภาพออกมาเขาก็ตกใจเมื่อภาพมีสิ่งแปลกปลอมอะไรบางอย่างเหมือนนักบินอวกาศตัวใหญ่ที่อยู่ข้างหลังศีรษะลูกสาวของเขา โดยนักบินอวกาศสวมชุดสีขาวแล้วหมวกแปลกๆ เหมือนหมวกกันน็อกอยู่บนหัว ทั้งที่เขายืนยันว่าตอนที่ถ่ายรูปดังกล่าวบริเวณโดยรอบไม่มีคนอื่นอยู่ใกล้เลย....ปัจจุบันมีผู้สันนิษฐานว่า น่าจะเป็นแม่ของเธอเองที่กำลังยืนหันหลังอยู่

 

อันดับที่ 12 
นักท่องกาลเวลา 


รูปนี้ถ่ายได้ในปี 1941 โดยเป็นภาพเหตุการณ์ที่ได้ถ่ายหลังตอนที่มีการรายงานน้ำท่วมสะพาน South Folk ในประเทศแคนาดา ในภาพปรากฏชายด้านขวาที่ถือกล้องถ่ายรูปซึ่งดูทันสมัยมาก (อาจเป็นกล้องในยุคปัจจุบัน) ซึ่งต่างกับชายอีกคนในด้านซ้ายที่ถือกล้องธรรมดาในสมัยนั้น เชื่อว่า ชายคนที่ถือกล้องทันสมัยอาจจะมาจากเวลาอนาคต ซึ่งนอกจากนี้ยังมีภาพอื่นๆที่มีลักษณะคล้ายกัน เช่น หญิงที่ใช้มือถือ ในยุคที่ยังไม่มีมือถือในหนัง ชาร์ลี แชปปลิ้น เป็นต้น.... 

ภายหลังก็มีผู้มาเปิดเผยว่า เป็นคนที่อยู่ในภาพ แต่เผอิญเขาแต่งตัวให้แปลกไปจากคนอื่นๆ และในมือเขาคือกล้องส่องทางไกลเพียงเท่านั้น อันนี้ก็แล้วแต่ความเชื่อแต่ละคนอะเนอะ......

 

อันดับที่ 11 
ลำแสงลึกลับบนดาวอังคาร  



แสงลึกลับบนดาวอังคารซึ่งถูกถ่ายได้โดยนาซ่าได้สร้างปรากฏการณ์ตื่นเต้นแก่ผู้คนบนนิตรสาร พีเพิล ในวันที่ 8 เมษายน 2014 ซึ่งในรูปปรากฏแสงคล้ายเลเซอร์ยิงขึ้นมาจากพื้นผิวดาวอังคาร หลายคนเชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวเป็นผู้ทำ แต่ก็มีผู้แย้งว่าน่าจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติมากกว่า....


 



โห...แค่ 10 อันดับแรกก็น่าฉงนกันแล้ว!! มาดูอันดับ ท๊อปเทนกันครับ ว่าจะน่าตื่นเต้นแค่ไหน!! 


TOP TEN!!!



อันดับที่ 10 
หญิงปริศนาในวันลอบสังหาร 



ระหว่างที่มีการวิเคราะห์วีดีโอเหตุการณ์ลอบสังหารจอห์น เอฟ เคนนาดี ในปี 1963 ก็เกิดเรื่องน่าสนใจและเรื่องลึกลับขึ้น เมื่อมีภาพหนึ่งจับภาพฝูงคนที่อยู่ใกล้ๆ รถที่เคนนาดี้โดนยิง มีผู้หญิงคนหนึ่งใส่เสื้อกันหนาวและผ้าพันคอสีน้ำตาลชมพูอยู่บนหัวของเธอ (ผ้าพันคอกลายเป็นสาเหตุเรียกชื่อเธอ ซึ่งการการใช้ผ้าคลุมคลุมที่หัวจะเหมือนการแต่งกายของหญิงรัสเซีย grandmothers เรียก ว่า babushkas) 

ซึ่งลักษณะท่าทางของเธอเห็นได้ชัดว่าเธอกำลังจับกล้อง(หรือวีดีโอ)บันทึกภาพ เหตุการณ์ที่จอห์น เอฟ เคนนาดี้โดนยิงที่หัวแบบจะๆ และคาดว่าภาพที่เธอจับนั้นจะเป็นภาพวินาทีสังหารเคนนาดี้ที่ชัดมากกว่าของใคร ทั้งหมด แต่แล้วเธอก็หายตัวไปอย่างลึกลับท่ามกลางฝูงชนที่หนีออกจากสถานที่เกิดเหตุ มีพยายบอกว่าเธอหนีไปทางตะวันออก พวกผู้เกี่ยวข้องและ FBI พยายามสืบและตามหาตัวเธอเพื่อขอหลักฐานนี้มาประกอบคดี หากจนบัดนี้ก็ยังไม่มีใครพบตัวเธอเลย และหลักฐานที่เธอได้นั้นไม่รู้ว่าจะสำคัญพอที่จะพลิกคดีจนเขย่าโลกได้หรือไม่?

ทำไมหญิงคนนี้ถึงไม่ปรากฏตัว? ทำไมเธอถึงไม่มอบหลักฐานนี้ให้ทางการ? มีข้อสันนิษฐานว่าเธออาจถูกเก็บโดยผู้สมคบคิดเพราะเธอมีหลักฐานพลิกโลก ในปี 1970 มีคนอ้างว่าเป็นเลดี้ Babushka ที่ชื่อ Lolita Davidovich หากแต่ต่อมาเธอก็รับสารภาพว่าโกหก จนบัดนี้ปริศนานี้ก็ไม่ได้ไขแต่อย่างใด.....


 

อันดับที่ 9
กลุ่มคนปริศนาในตึกเวิร์ลเทรด (9/11)



ในทั้งสองรูปถ่ายของช่องโหว่ที่เกิดจากเครื่องบินชนหอคอยใต้ของ WTC ในเหตุการณ์ 9/11 คุณจะเห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ยืนอยู่บนขอบของหลุมกำลังโบกมือ ชื่อของเธอคือ เอ็ดน่า คลินตัน และความลึกลับก็คือ หลายคนบอกว่าภาพเหล่านี้เป็นสิ่งบ่งบอกว่าเธอเป็นผู้รอดชีวิตแต่มีข้อน่าสงสัยว่า ในสภาวะแบบนั้นเธอรอดมาได้อย่างไร.
 


อันดับที่ 8 
ปั้งไฟพญานาคแห่งลุ่มน้ำโขง



บั้งไฟพญานาค หรือชื่อที่เรียกกันในก่อนปี พ.ศ. 2529 ว่า บั้งไฟผี เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกลางแม่น้ำโขง เห็นได้จากทั้งฝั่งไทยและลาว ลักษณะเป็นลูกกลมเรืองแสงลอยขึ้นจากน้ำขึ้นไปในอากาศ จำนวนลูกไฟมีรายงานระหว่างหลายสิบถึงหลายพันลูกต่อคืนบั้งไฟพญานาคเกิดช่วงวันออกพรรษาของแต่ละปี บั้งไฟพญานาคยังไม่สามารถระบุสาเหตุได้แน่ชัด แต่มีคำอธิบายสามแนวทาง คือ เป็นปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติตามตำนาน เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ และเป็นการกระทำของมนุษย์...
ทั้งนี้ทั้งนั้นก็แล้วแต่ตัวท่านเอง ที่จะเลือกเชื่อฝั่งไหน....
 


อันดับที่ 7 
สัตว์ประหลาดลึกลับใต้น้ำ 



ถ้าภาพนี้ถ่ายขึ้นในปัจจุบัน ต้องมีหลายคนบอกว่าเป็นภาพตัดต่อ Photoshop แน่ๆ แต่ภาพนี้ถ่ายขึ้นเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 1964 ซึ่งในสมัยนั้นยังไม่มี Photoshop เสียด้วยซ้ำ  ซึ่งนาย Robert Le Serrec และภรรยาของเขาไปล่องเรือเล่นที่ Hook Island, Queensland และจู่ๆนั้นเองภรรยาของเขาก็เห็นสัตว์ประหลาดขนาดใหญ่ความยาวราว 75-80 ฟุตอยู่ใต้พื้นน้ำ มันทำตัวนิ่ง พวกเขาจึงถ่ายรูปเอาไว้ พอทั้งคู่พยายามไปดูใกล้ๆ มันก็อ้าปากใส่ จนทั้งคู่ตกใจ แล้วเจ้าตัวนั้นก็ว่ายน้ำหายไป จนถึงวันนี้ก็หาคำตอบไม่ได้ว่ามันคือตัวอะไร....    

เอ้ะ... หรือมันจะหนีมาจากอันดับที่ 8 กันนะ ฮิๆๆๆ....
 


อันดับที่ 6 
มาดอนน่า นักบุญจิโอวานนิโน่ และ จานผี 



ภาพวาดนี้เรียกว่า "มาดอนน่ากับนักบุญจิโอวานนิโน่" มันถูกวาดในศตวรรษที่ 15 โดยโดเมนิโก้ เจอลานดิโอ (1449-1494) ด้านบนไหล่ขวาของแมรี่ปรากฏรูปคล้ายวัตุทรงกลมลอยอยู่บนฟ้า และมีรูปคนกำลังเงยหน้าขึ้นไปมองมัน หลายคนคาดว่าน่าจะเป็น จานบินยูเอฟโอ.... แสดงว่า ในหนังทรานสฟอร์เมอร์สก็เป็นจริงอะดิ....
 


อันดับที่ 5 
ดวงไฟแห่งฟินิกซ์ 



ดวงไฟฟินิกซ์ ถือว่าเป็นเหตุการณ์เกี่ยวกับยูเอฟโอที่มีชื่อเสียงมาก เนื่องจากมีพยานมากมายพบเห็นยูเอฟโอพร้อม ๆ กัน และมีการถ่ายวีดีโอเทปจำนวนมาก แถมยังปรากฏในสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นด้วยเรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในช่วยใกล้ค่ำของวันที่ 13 มีนาคม 1997 เมื่อมีพยานหลายพันคนเห็นวัตถุประหลาดลึกลับบินได้ ขนาดใหญ่พอ ๆ กับเครื่องบินโบอิ้ง 747 ลอยอยู่เหนือท้องฟ้าในเมือง 

มันมีรูปร่างคล้ายตัววี(V) มีดวงไฟสีแดงหรือสีส้ม 5 ดวง ส่องสว่างอยู่ใต้ยาน มันบินอย่างช้า ๆ เงียบเชียบ ผ่านหลายเมืองในรัฐอาริโซน่า สหรัฐอเมริกา ก่อนที่จะหายไปที่เมืองฟินิกซ์ ซึ่งเป็นจุดที่เป็นพื้นที่กองทัพอากาศ รวมระยะเวลาปรากฏยาวนานกว่า 3 ชั่วโมง (ตั้งแต่ 19.30 น. ถึง 22.30 น.) หลังจากนั้นไม่นานก็มีผู้คนมากมายสอบถามเรื่องราวดัวกล่าวทางสื่อทุกแขนง 

ซึ่งทางฐานทัพอากาศสหรัฐฯ ก็ได้ออกมาแถลงการณ์กล่าวอ้างว่า วัตถุลึกลับพร้อมกับแสงสีอำพันซึ่งลอยอยู่บนท้องฟ้าดังกล่าวนั้นเป็นเพียงเครื่องบินรบ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกซ้อมการบินของกองทัพเท่านั้น แน่นอนนอนว่าประชาชนรวมถึงนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ไม่เชื่อ ด้วยลักษณะการปรากฏตัว รูปร่าง การบิน และเหตุผลอื่น ๆ ที่ขัดกับธรรมชาติของยานพาหนะบนโลก แต่กระนั้นก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้คืออะไร และยังคงเป็นที่ถกเถียงกันสืบมา......
 


อันดับที่ 4 
การปะทะกันที่ แอล.เอ 


ภาพที่ตีพิมพ์ใน Los Angeles Times เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 1942 ได้รับการอ้างถึงโดยนักวิเคราะห์ว่ามันคือรูปที่เกี่ยวข้องกับทฤษฎีสมรู้ร่วมคิด พวกเขายืนยันว่าภาพที่เห็นได้อย่างชัดเจนนั้น เผยให้เห็นถึงลำแสงตรวจการณ์ที่กำลังถูกส่องมุ่งเน้นไปที่ยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาวลำหนึ่งกลางอากาศ 

แต่ภาพได้มีการปรับเปลี่ยนอย่างมากจากการตกแต่งภาพก่อนที่จะมีการเผยแพร่การออกมา เหตุผลก็เพื่อปรับความคมชัดของรูปขาวดำ นักเขียนลาร์รีแห่ง Los Angeles Times ตั้งข้อสังเกตว่าภาพน่าจะเป็นภาพหลอกลวงที่ทำขึ้นมา หลังจากนั้นภาพนี้ก้ถูกเสนอให้เป็นภาพบันทึกทางประวัติศาสตร์ภาพหนึ่งบนหน้าหนังสือพิมพ์....

เมื่อภาพถ่ายถูกเผยแพร่ปรากฏว่ารัฐบาลที่มีอำนาจสูงสุดของประเทศพยายามขอร้องจิมว่ารูปถ่ายนี้เป็นของปลอมหากแต่เขาปฏิเสธ และภาพดังกล่าวได้ให้นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญการถ่ายภาพมาปรากฏว่ามันเป็นภาพถ่ายมนุษย์ต่างดาวของจริง ปัจจุบันภาพดังกล่าวยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นของจริงหรือปลอมและเป็นภาพถ่ายมนุษย์ต่างดาวที่ดีที่สุดในเวลานี้เลยทีเดียว....
 


อันดับที่ 3 
ปิรามิดปริศนาบนดวงจันทร์ 


ภาพนี้ถ่ายขึ้นจาก Apollo 17 ในระหว่างการบินครั้งสุดท้ายไปยังดวงจันทร์ ซึ่งที่เราเห็นจะคล้ายๆ ภูเขา หรือ ปิรามิดขนาดใหญ่ ซึ่งคนก็บอกว่า NASA กำลังปิดบังเรื่องนี้อยู่หรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ ยังไม่มีใครสามารถอธิบายเรื่องราวของ “ปิระมิด” ที่อยู่บนด้านมืดบนดวงจันทร์ได้จริงๆ ซักที


อันดับที่ 2 
ร่างลึกลับที่ห้อยหัว 



ในขณะที่ครอบครัวคูเปอร์กำลังย้ายบ้านใหม่เข้าไปในรัฐเท็กซัส มีภาพๆหนึ่งได้ถูกบันทึกเอาไว้ในขณะที่พวกเขากำลังนั่งรวมกลุ่มกันเพื่อเก็บภาพบรรยากาศดีๆเอาไว้ ก็ปรากฏในรูปๆหนึ่งที่มุมซ้าย กลับพบว่ามีร่างลึกลับกำลังห้อยหัวลงมาจากเพดานติดเข้ามาในรูป โดยที่ในขณะที่ถ่ายรูปนี้มีเพียงแต่พวกเขาเท่านั้นที่นั่งอยู่ที่ตรงนั้น บรื้อ!!!!!!!!!

ปล. สำหรับท่านที่สนใจเกี่ยวกับภาพนี้เป็นพิเศษ ให้ใช้ คีย์เวิร์ด "Falling body Photo" เซิสหาอ่านได้ใน Google เองนะครับ ผมขอผ่านก่อน หุหุ
 


อันดับที่ 1 
"แบล็กไนท์" ดาวเทียมลี้ลับแห่งห้วงจักรวาล 


ในปีค.ศ. 1957 องค์การอวกาศสหภาพโซเวียตส่งดาวเทียวดวงแรกของมวลมนุษยชาติ Sputnik1 ขึ้นโคจรรอบโลกเป็นครั้งเเรกโดยสิ่งที่พบคือมีวัตถุที่โคจรรอบโลกอยู่ก่อนแล้ว!

เรื่องราวลึกลับนี้เกิดขึ้นในยุคบุกเบิกอวกาศที่ทั้งโซเวียตและสหรัฐแข่งขันกันเรื่องลึกลับนี้มีชื่อเรียกว่า "Black Knight Satellite" หรือแปลเป็นไทยคือ"ดาวเทียมอัศวินดำ"มีบันทึกการพบเจอวัตถุลึกลับนี้มากมายแต่ที่น่าเชื่อถือเเละโด่งดังที่สุดเกิดขึ้น3ครั้ง เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ.1899 Nicolas Tesla หนึ่งในนักวิทยาศาสตร์เอกของโลกผู้ค้นพบไฟฟ้ากระเเสสลับ สามารถจับสัญญาณประหลาดที่ไม่สามารถระบุได้ โดยทั้งชีวิตของเค้าเชื่อว่าเป็นการส่งสัญญาณของสิ่งมีชีวิตที่มีภูมิปัญญาสูงจากต่างดาวนี่เป็นครั้งเเรกที่มีการบันทึกการเจอเจ้าสิ่งนี้.....



จากนั้นในปี ค.ศ.1957 ที่องค์การอวกาศของโซเวียตได้ส่งดาวเทียม Sputnik1 ขึ้นสู่วงโคจรได้มีจับสัญญาณของวัตถุประหลาดได้เเละส่งกลับมายังสถานีอวกาศที่โลกพบว่าเป็นสัญญาณรูปแบบเดียวกับของ Tesla ที่พบในปี ค.ศ.1899 เหตุการณ์ช็อคโลกที่ชัดเจนที่สุดในการพบเจอวัตถุประหลาดที่เรียกว่า Black Knight Satellite เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1998 ปฎิบัติการณ์ STS-88 ของ NASA สามารถจับภาพวัตถุประหลาดได้ระหว่างปฎิบัติการณ์บนดาวเทียมในขณะที่โคจรอยู่เเถบขั้วโลกพร้อมส่งสัญญาณลักษณะเดียวกันอีกครั้งเป็นวัตถุลักษณะเหลี่ยมไม่เหมือน UFO!!

หลังจากนั้นนักดาราศาสตร์ชื่อดังชาวอังกฤษ Duncan Lunan สามารถถอดหรัสข้อความที่วัตถุประหลาดส่งออกมาโดยเขาบอกว่าเป็นเเผนกราฟที่ตั้งของกลุ่มดาวนายพราน จนถึงทุกวันนี้ยังไม่มีใครสามารถอธิบายได้ว่าวัตถุดังกล่าวคืออะไรมาจากที่ไหนเเละพยายามสื่อสารอะไรให้พวกเรากันแน่!!!!




จบแล้วจ้า ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามนะจ้ะ....

ไว้พบกันใหม่ บทความหน้าจ้าาาาาา....


พาไปเที่ยว!!.....ตอน : รวมสถานที่ขนลุกสุดสยองจากทั่วโลก!! ตอนที่ 3 ตอนจบ


และแล้วก็มาถึงตอนจบของไตรภาคการนำทัวร์ไปเที่ยวสถานที่สยองของเรากันแล้ว...

ไม่พูดพร่ำทำเพลง เราไปลุยกันเลยดีกว่าเน้าะ....

เริ่มต้นกันที่.............


Stanley Hotel, Colorado USA

โรงแรมผีดุ ที่สหรัฐอเมริกา

 


โรงแรม เดอะ แสตนลีย์ ในพาร์ค เอสเตส รัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา ถูกจัดว่า เป็นโรงแรมที่มีผีชุกชุมที่สุดติดอันดับต้นๆของโลก โรงแรมนี้สร้างขึ้นโดยนาย เอฟ.โอ.แสตนลีย์และภรรยาของเขา ฟลอร่า นายแสตนลีย์เป็นนักธุรกิจผู้มั่งคั่งชาวบอสตันที่ร่ำรวยอย่างมหาศาลจากธุรกิจเครื่องจักรไอน้ำยี่ห้อสแตนลี่ย์ เขาได้ใช้ชีวิตปั่นปลายสุดท้ายในการสร้างโรงแรมด้วยเงินทั้งหมดของเขาที่สวนสวยร่มรื่นแถบเอสเตส ปาร์ค ราวปี 1903 จนสร้างเสร็จปี 1909 แล้วก็กลายเป็นสถานที่ตากอากาศติดอันดับอย่างรวดเร็ว เนื่องด้วยความร่มรื่น บรรยากาศสดชื่นเขียวขจี อากาศก็บริสุทธิ์ ซ้ำยังใกล้อุทยานอีกต่างหาก ผู้คนเลยหลั่งไหลมาจากทั่วสารทิศ ....


หากแต่หลังจากที่ นายแสตนลีย์และภรรยาถึงแก่กรรม ก็มีรายงานมาว่ามีการพบเห็นนาย แสตนลีย์และภรรยาเดินไปทั่วโรงแรม โดยมีคนเห็นผีแสตนลีย์เดินอยู่ที่ล็อบบี้ บาร์ และห้องเล่นบิลเลียด ขณะที่เชื่อกันว่าวิญญาณของฟลอร่านั่งเล่นเปียโนอยู่ในห้องดนตรี เพราะแขกมักจะได้ยินเสียงบรรเลงเพลงมาจากห้องนั้น และเมื่อพวกเขาเปิดประตูเข้าไปดู ก็เห็นเหมือนแป้นกดบนเปียโนกำลังกระเด้งขึ้นๆ ลงๆ เหมือนมีคนเล่น แต่ว่า ไม่มีใครเลย และพอเข้าไปใกล้ๆ แหม๋...ยังจะกล้าไปดูใกล้ๆ อีกนะครัช.... ดนตรีก็หยุดลงอย่างฉับพลัน!!

นี่คือ หนึ่งในภาพที่เชื่อว่าถ่ายติดบางสิ่งมาโดยไม่ตั้งใจ....


นอกจากนี้ยังเสียงเด็กที่เล่นกันตรงกลางโถงทางเดิน จนแขกนอนไม่หลับทั้งคืน ครั้งหนึ่งสตีเฟ่น คิง นักเขียนนวนิยายสยองขวัญชื่อดังได้เข้ามาพักที่นี่ ห้องที่คิงพักคือห้อง 217 (ซึ่งเป็นหมายเลขเดียวที่ปรากฏในภาพยนตร์เรื่อง The Shining) และเป็นห้องที่โด่งดังที่สุดของโรงแรมพักนั่นเองเขาได้ฝันร้าย โดยฝันว่าลูกชายวันสามขวบของเขาก็วิ่งเข้ามาในห้อง หน้าตาตื่น กรีดร้องเพราะโดนอะไรบางอย่างไล่ล่าตามหลังมา เขาตกใจตื่นเหงื่อท่วมตัว และเดินมาสูบบุหรี่และเขาก็เห็นเทือกเขาร็อกกี้ที่หน้าต่าง แล้วแล้วนิยายเรื่อง The Shining ก็ถือกำเนิดในที่สุด.....


ภาพยนตร์เรื่อง “เดอะ ไชน์นิ่ง” (The Shining) ของแสตนลีย์ คูบริค ที่สร้างจากนิยายอันดับ 3 ของ สตีเผ่น คิง ตอนกลางคืนจะได้อารมณ์มาก โดยภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าถึงถึงเรื่องราวของครอบครัวทอร์เรนซ์ ที่ประกอบไปด้วย แจ๊ค นักเขียนผู้เคยติดเหล้าและมีประวัติทำร้ายลูกตัวเอง, เวนดี้ ภรรยาที่อ่อนโยน และ แดนนี่ ลูกชายที่มีสัมผัสพิเศษถึงสิ่งเหนือธรรมชาติ ซึ่งตัวแจ๊คพยายามเป็นสามีที่ดี เขาได้งานทำเป็นยามเฝ้าโรงแรมโอเวอร์ลุคยามไร้ผู้คน และที่นั้นเขาก็ได้พบว่าโรงแรมที่เขาเป็นยามแห่งนี้เป็นโรงแรมผีดุ!! 


ย้อนไปครั้งที่คิงกำลังจะแต่งนิยายนี้เขากำลังโด่งดังจากนิยายสองเรื่องก่อนหน้า เขาเลยวางแผนจะแต่งนิยายที่มีฉากหลังน่ากลัวหน่อย เขาเลยออกเดินทางพร้อมครอบครัวซุ่มไปซุ่มมาจนหยุดโรงแรมแห่งนี้ และก็ก็ประทับใจโรงแรมสแตนลี่ย์ เพราะชื่อเสียงของมันที่ว่า "เป็นหนึ่งในที่พักที่ติดอันดับเรื่องผีชุกชุมมากที่สุดของสหรัฐอเมริกา!” และเป็นโรงแรมเดียวกันกับโรงแรมในภาพยนตร์เรื่อง....
“เดอะ ไชน์นิ่ง” 


นี่คือภาพที่โด่งดังมากๆ ที่คาดว่าจะถ่ายติดบางสิ่งมา....

 


ครั้งหนึ่งในชีวิตที่คุณจะหลงเข้าไปในดงผี และ ย้อนตำนานหนังดังสุดสยองขวัญเรื่องหนึ่งของโลก... ว่าแต่คุณจะกล้าพอไหม....





Pendle Hill Lancashire

ดินแดนล่าแม่มดสุดสยองแห่งเกาะอังกฤษ

 


Pendle Hill มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ในเรื่องที่เป็นสถานที่ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นที่อยู่ของ สิบสองแม่มด ในศตวรรษที่ 17 เหล่าแม่มดถูกกล่าวหาว่าเป็นคนฆ่าคนนับสิบคน จึงถูกชาวบ้านนำตัวไปพิสูจณ์ หนึ่งในสิบสองแม่มดที่ถูกกล่าวหาเสียชีวิตในระหว่างการพิสูจณ์ ที่เหลือพบว่ามีความผิดและถูกตัดสินโดยการแขวนคอ แม้คนหนึ่งซึ่งยังไม่พบว่ามีความผิด ก็ยังถูกตัดสินแขวนคอไปด้วย ประวัติศาสตร์ของแม่มดที่นี่ ทำให้สถานที่แห่งนี้ มีบรรยากาศน่าขนลุกและพบว่ามีเรื่องราวที่น่ากลัวเกิดขึ้นหลายครั้งตลอดมา.....


ศตวรรษที่ 16-17 จำนวนแม่มดมีมากถึง 50,000 คน ตั้งแต่ที่สหรัฐอเมริกาถือว่าเป็นดินแดนที่ วิชาว่าด้วยคุณไสย( witchcraft ) เป็นที่รู้จักอย่างเป็นทางการ จำนวนแม่มดในออสเตรเลียและยุโรป อาจจะมีจำนวนมากพอๆกัน ก็ได้ แต่ไม่เป็นที่เปิดเผย มีการเปิดสอนวิชาการแม่มดทางจดหมายซึ่งมีผู้สนใจเข้าร่วมมากกว่า 40,000 คน ในสมัยก่อนผู้คนต่างเชื่อว่า การเจ็บป่วยและโชคร้ายนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเอง เชื่อกันว่าเกิดจากความตั้งใจของแม่มด แม่มดเป็นผลพวงของลัทธิป่าเถื่อน ใช้คุณไสยช่วยเหลือผู้คน รักษาโรค นำโชค แต่คุณไสยสามารถนำมาใช้ในทางไม่ดีได้ด้วย...



เรื่องของคุณไสยและเรื่องเหนือธรรมชาติ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนในยุคกลาง แม้ในศาสนาคริสต์พลังเหนือธรรมชาติถูกแสดงได้โดยพระเจ้าเท่านั้น เรื่องราวของการต่อต้านแม่มดและการใช้คุณไสยเริ่มมีขึ้นก่อนยุคกลาง มีผู้วิเศษออกมากล่าวหาว่า พระเยซูเจ้าไม่ได้ต่างอะไรกับผู้วิเศษคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้มีอำนาจสูงสุดอย่างองค์กรทางศาสนาอ้าง 


ตั้งแต่นั้นมาองค์การศาสนาก็ทำการต่อต้านผู้วิเศษรวมทั้งแม่มด ฐานแสดงความขัดแย้งต่อพลังอำนาจของพระเจ้า พ.ศ. 2027 องค์กรทางศาสนาโรมันคาทอลิก ประกาศว่า ผู้ใดก็ตามที่ไม่ไช่สมาชิกของศาสนาแต่ปฏิบัติพิธีกรรม การใช้เวทมนตร์ คาถา และมีพลังเหนือธรรมชาติ ถือว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับซาตานและปีศาจ พลังที่ได้มาไม่ได้มาจากพระเจ้า แต่ได้มาจากซาตานและปีศาจ องค์กรศาสนาพยายามเผยแพร่ศัตรูของพระเจ้าและสร้างภาพลักษณ์ให้ชัดเจน.....


ในช่วงปลายยุคกลาง ปีศาจเริ่มมีรูปร่างชัดเจนมากขึ้น โดยเห็นว่า ปีศาจนั้น มีเขา มีหาง มีเท้าเป็นกีบ ปีศาจอาจจะออกมาในรูปลักษณ์อื่นเพื่อหลอกลวง แม่มด ถือว่าเป็นผู้หนึ่งที่ยอมรับและลุ่มหลงในพลังอำนาจของปีศาจ และถือว่าเป็นสาวกของมัน นั่นเป็นเหตุให้มีการล่าและกำจัดแม่มดในเวลาต่อมา....


การลงโทษหรือล่าแม่มดมีมานานแล้ว แต่ที่โด่งดังมากๆ คือ การล่าแม่มดซึ่งเกิดขึ้นในช่วงยุคกลางในประเทศทั้งแถบยุโรปและอเมริกา โดยกินเวลายาวนานตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 15 ถึงศตวรรษที่ 17 ทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องตายไปเป็นจำนวนมาก วันนี้ผมก็ได้รวบรวมเอาเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับวิธีการทดสอบแม่มดและพ่อมดในยุคกลาง ซึ่งออกจะไร้ซึ่งเหตุผล และถ้าเอามาใช้ในทุกวันนี้ พวกเราทุกคนคงต้องเป็นแม่มดกันหมดอย่างแน่นอน....


เริ่มจากการหาผู้ที่เข้าข่ายว่าอาจจะเป็นแม่มด วิธีการตรวจสอบ คือ

1. ดูจากรอยตำหนิบนร่างกาย เช่น ถ้ามีไฝ ปาน หรือตำหนิอื่นๆ บนผิวหนังที่ติดตัวมาแต่เกิด ก็จะถือว่าเป็น “รอยตำหนิของปีศาจ” (diabolical mark) แต่บางคนถึงไม่มีรอยพวกนี้ ผู้สำรวจก็อาจจะบอกว่า มีรอยตำหนิที่มองไม่เห็นอยู่ (invisible mark) และถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดอยู่ดี

2. มีผมสีแดง คนผมแดงในยุคนั้นจะโชคร้ายมาก เพราะผมสีแดงเป็นสัญลักษณ์ว่าเป็นข้ารับใช้ของปีศาจ และเป็นแม่มด

3. ถูกกล่าวหาโดยแม่มดคนอื่น กรณีนี้เกิดขึ้นบ่อยมาก เพราะถ้าโดนจับในข้อหาเป็นแม่มดแล้วยอมบอกชื่อแม่มดคนอื่นๆ อีก โทษที่ได้รับก็จะเบาลง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ถูกประหาร เบาลงที่ว่าหมายความว่า แทนที่จะถูกเผาทั้งเป็น ก็อาจจะถูกรัดคอจนตายก่อนแล้วค่อยเผา ทรมานน้อยลงอีกนิดหน่อย

4. ถ้ามีคนในครอบครัวถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มด ผู้หญิงคนอื่นๆ ในครอบครัวก็อาจจะต้องสงสัยว่าเป็นแม่มดไปด้วย อาจจะโดนเผาทั้งเป็นยกครัวได้...


5. พูดไม่ดีเกี่ยวกับศาสนา หรือแสดงความไม่นับถือ อะไรก็ตามเป็นการลบหลู่ศาสนา ถึงจะแอบๆ พูดกันเองแต่สมัยนั้นชาวบ้านส่วนใหญ่พร้อมจะเอาเรื่องของคนที่น่าสงสัยไปฟ้องโบสถ์อยู่แล้ว เกิดมีคนได้ยินขึ้นมาแล้วเอาไปฟ้องทางโบสถ์ จะถือว่าเป็นพวกบูชาปีศาจ เป็นแม่มด และถูกจับเผาทั้งเป็นอีกเช่นกัน

6. ทำให้เกิดอันตรายต่อผู้อื่นด้วยเวทมนต์ ซึ่งเวทมนต์ที่ว่านี้ก็ไม่มีวิธีพิสูจน์ได้อยู่ดี แต่จะดูเอาจากว่า เกิดสิ่งผิดปกติขึ้นกับผู้คนหรือธรรมชาติที่อยู่รอบๆ ตัวของผู้ถูกกล่าวหาหรือไม่ เช่น ถ้าอยู่ดีๆ วันหนึ่งเพื่อนข้างบ้่านเกิดผื่นขึ้น หรือพายุลูกเห็บตกในหมู่บ้าน หรือว่าวัวตายยกคอก ก็สรุปได้แล้วว่า มีการใช้เวทมนต์แน่ๆ ก็ต้องควานหาเหยื่อมารับผิดเป็นแม่มด แล้วนำไปเผาทั้งเป็น.....

7. มีรูปลักษณ์ภายนอกที่ต่างจากคนอื่น เช่น หน้่าตาน่าเกลียดเกินไป สวยเกินไป (สวยเกินก็โดนอีก เหอะๆๆ....) จมูกใหญ่ไป ฟันยื่นเกินไป แก่เกินไป อะไรก็ได้ที่ต่างจากคนอื่น ก็อาจจะทำให้ตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าเป็นแม่มดได้....



8. คนที่มีความสามารถด้านการแพทย์ การรักษา หรือมีความรู้ด้่านสมุนไพร มักถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มด ถึงแม้จะใช้ความสามารถนี้ในการช่วยเหลือสังคม แต่ก็จะถูกหาว่าใช้เวทมนต์อยู่ดี

9. มีคนกล่าวหาว่าเรามีพฤติกรรมต่างๆ แบบแม่มด หรือแค่ฝันเห็นว่าทำพฤติกรรมของแม่มด ก็อาจจะโดนเอาตัวไปตรวจสอบได้โดยไม่ต้องมีหลักฐานอย่างอื่นเลย มีคนถูกกล่าวหาด้วยเหตุผลนี้เยอะอีกเช่นกัน ส่วนมากเกิดจากที่ไปมีความขัดแย้งส่วนตัวกับคนอื่น หรือไม่ก็อยู่เฉยๆ แต่มีคนอยากได้ทรัพย์สินของเรา ก็จะใช้คำอ้างนี้ไปฟ้องกับทางโบสถ์ และผู้ถูกกล่าวหาก็จะถูกนำตัวไปสอบสวน ถึงถ้าไปถึงขั้นนั้นแล้ว ส่วนมากก็จะถูกสรุปว่าเป็นแม่มดอยู่ดี....


หลังจากที่ได้ผู้ต้องสงสัยมาแล้ว ก็ถึงขั้นตอนทดสอบเพื่อยืนยัน ซึ่งถ้ามาถึงขั้นนี้แล้ว ยังไงก็ต้องโดนยัดเยียดข้อหาแม่มดให้อยู่ดี (ยังไงก็ตายอะนะ หึหึ) ขั้นตอนการทดสอบเองก็มีหลากหลายวิธีมาก เช่น

1. ถ้าผู้ต้องสงสัยมีรอยตำหนิบนร่างกายแล้ว เชื่อกันว่า รอยตำหนิของปีศาจเหล่านี้ ถ้าถูกแทงด้วยเข็มจะไม่มีเลืิอดออก และไม่รู้สึกเจ็บปวด ดังนั้น ผู้ทดสอบส่วนใหญ่จะใช้เข็มปลายทู่ หรือใช้เทคนิคต่างๆ เช่นใช้เข็มแทงเข้าไปถึงแค่ชั้นผิวหนังกำพร้า ซึ่งแน่นอน ว่าไม่มีเลือดออก และไม่เจ็บด้วย ทำให้ผู้ที่ถูกทดสอบถึงผลออกมายังไงก็ต้องเป็นแม่มดแน่ๆ

2. ทดสอบความศรัทธาต่อพระเจ้า ด้วยการให้ผู้ต้องสงสัยอ่านคัมภีร์บทสวดของพระเจ้า (Lord’s Prayer) โดยต้องห้ามอ่านผิดแม้แต่นิดเดียว (รวมถึงห้ามพูดตะกุกตะกัก ขัดๆ หรือติดอ่าง) ซึ่งในสถานการณ์กดดันแบบนั้น ส่วนใหญ่แล้วก็จะตื่นเต้น ตกใจ อ่านผิดกันทั้งนั้น รวมถึงคนที่พูดติดอ่างอยู่แล้วก็ไม่มีข้อยกเว้น

3. ในกรณีที่มีคนในหมู่บ้านเกิดอาการชัก หรือเหมือนถูกผีเข้า ผู้ต้องสงสัยว่าเป็นแม่มดจะต้องทดสอบด้วยการสัมผัสที่ตัวของผู้มีอาการ ถ้าอาการนั้นหายไปทันที แสดงว่าผู้ต้องสงสัยนั้นเป็นแม่มดเ พราะเชื่อกันว่าแม่มดจะดูดเอาเวทมนต์ออกไปถ้าได้สัมผัสกับตัวเหยื่อ วิธีทดสอบนี้ทำให้มีคนบริสุทธิ์ถูกเผาทั้งเป็นเยอะเช่นกัน เนื่องมากจากส่วนใหญ่คนที่เป็นเหยื่อก็คือคนที่มีเหตุต้องการให้ผู้ถูกกล่าวหาโดนลงโทษอยู่แล้ว จึงใช้การแสดง แกล้งทำเป็นว่าถูกเวทมนต์ดำนั่นเอง


4. ถ้าใช้วิธีต่างๆ แล้ว ผู้ถูกกล่าวหายังไม่ยอมรับว่าเป็นแม่มด ผู้ทดสอบก็จะใช้วิธีที่โหดขึ้นอีก เช่น ใช้การทรมานแบบต่างๆ เพื่อให้ผู้ต้องสงสัยยอมรับ ถ้าผู้ถูกทรมานไม่ยอมรับ ก็จะโดนทรมานจนตาย แต่ถูกทรมานมากๆ เข้าจนทนไม่ไหวต้องจำยอมรับผิด ก็จะถูกนำไปเผาทั้งเป็น นอกจากนั้น ถ้าระหว่างการทรมานผู้ต้องสงสัยไม่ส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด ก็จะถือว่าเป็นแม่มดทันที

อีกวิธีการที่โด่งดังมาก คือการจับคนที่สงสัยว่าเป็นแม่มดไปถ่วงน้ำ โดยใช้เชือกมัดแขนขา จากนั้นก็โยนลงในน้ำ เชื่อกันว่า น้ำเป็นสิ่งบริสุทธิ์ ถ้าอยู่ข้างพระเจ้าก็จะจมน้ำลงไป แต่ถ้าเป็นแม่มดก็จะโดนน้ำดันลอยกลับขึ้นมา ถ้าใครลอยขึ้นมาก็คือเป็นแม่มด และจะโดนจับไปลงโทษ แต่ถ้าใครจมน้ำตายก็จะถูกประกาศว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ก็คงจะไม่ทันแล้ว.... (โหดแท้ ......)


กลับมาเข้าเรื่องกันต่อ เกือบออกทะเลไปซะยาวเลย แฮ่ๆ...

Pendle Hill เป็นที่รู้จักในประวัติศาสตร์ในเรื่องของคาถาและบูชาปีศาจ มีทัวร์ต่างๆจัดขึ้นในพื้นที่ เช่น ทัวร์การติดตามจับกุมแม่มดเป็นต้น ปัจจุบันยังคงมีการบอกเล่าถึงวิญญาณของเหล่าแม่มดที่ยังคอยหลอกหลอนอยู่ตามอาคารและหมู่บ้าน นักท่องเที่ยวบางรายรู้สึกได้ถึงความโกรธแค้นเมื่อเข้าสู่บริเวณแห่งนี้ ประชาชนในท้องถิ่นก็ยังคงหวาดกลัวที่จะพูดคุยถึงเหตุการณ์การพิจารณาคดีแม่มดในครั้งนั้น.....

 


กว่าปีที่ Pendle Hill ได้รับความนิยมในการมาถ่ายทำรายการที่เกี่ยวกับผีสิงในหลายรายการโทรทัศน์และทัวร์ผี สมาชิกของทีมงานโทรทัศน์เหล่านั้น เมื่อมาถ่ายทำ ก็มักจะถูกทำร้ายจากบางสิ่ง บางคนบอกว่าพวกเขาถูกรัดคอด้วยมือที่มองไม่เห็น... หลายครั้งพวกเขาก็ยังคงรู้สึกว่ายังมีบางอย่างที่ยังคงวนเวียนอยู่ ณ ที่แห่งนี้ ตลอดมา... อร๊ายยย น่าไปพิสูจณ์ เผื่อจะมีแฮรี่ พอตเตอร์อยู่แถวๆนั้น เกี่ยวมะเนี่ยยยยย.....

 





Bran Castle Romania

ต้นฉบับของแท้ปราสาทผีดิบแดร๊กคิวล่า ที่โรมาเนีย


 


ปราสาทบราน (Bran Castle) แห่งโรมาเนีย สร้างขึ้นในปี คศ.1212 โดยอัศวินชาวเยอรมัน เป็นปราสาทของเจ้าผู้ครองแคว้นทรานซิลวาเนีย อายุเก่าแก่กว่า 600 ปี ตัวปราสาทตั้งอยู่บนหน้าผาสูงใกล้เมือง Brasov เพื่อใช้เป็นป้อมปราการที่ป้องกันการรุกรานจากข้าศึก (พวกเติร์กแห่งอาณาจักรออตโตมาน) 


ซึ่งขณะนั้นโรมาเนียแบ่งเป็นแคว้นทรานซิลวาเนีย กับวัลลาเชีย มีเจ้าชายผู้กล้าคนหนึ่ง คือ เจ้าชายวลาด เทเปส (Vlad Tepes) ปฏิบัติการรุกรบต่อต้านการโจมตีของพวกเติร์กอย่างแข็งขัน จนเป็นที่เลื่องลือในความเก่งกล้า บ้าบิ่น และเหี้ยมโหดต่อศัตรูผู้รุกราน จนเป็นเจ้าของตำนานความโหดเหี้ยมดังกล่าว จนพระองค์ก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของอาณาจักรวัลลาเชีย (ปราสาทบราน ตั้งอยู่ระหว่าง แคว้นวัลลาเชีย และ แคว้นทรานซิลวาเนีย ที่ปัจจุบันคือประเทศโรมาเนีย)


ในยามนั้น ชาวบ้านนิยมเรียก เจ้าชายวลาดว่า "วลาด แดรคูล" (แปลว่า วลาด เจ้ามังกรผยองเดช) เพราะพ่อของวลาด ได้รับการแต่งตั้งจากพระจักรพรรดิซิกิสมุนด์ แห่งนูเรมเบิร์ก ให้เป็น "อัศวินมังกร" (Knight of Dragon's Order) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ตกทอดถึงทายาทด้วย เมื่อวลาดขึ้นครองวัลลาเชีย และยังเป็นเจ้าชายนักรบผู้กล้า 


ผู้คนจึงเรียกเขาอย่างภูมิใจว่า "วแลด แดรโค" (Vlad Draco) คำว่า "แดรโค" เป็นภาษาละตินแปลว่า "Dragon" หรือมังกรนั่นเอง ภายหลังจึงเพี้ยนเสียงเป็น "วแลด แดรคูล" (Vlad Dracul) ไม่ใช่ท่านเคาท์แดร๊กคูล่า จอมดูดเลือดแต่อย่างใด....



Poienari Castle เป็นปราสาทเก่า ที่มีหลักฐานยืนยันว่าเป็นปราสาทของ Vlad the Impaler (Vlad Dracula) ตัวจริง ขณะที่ปราสาทบรานนั้น เล่ากันว่าเป็นเพียงที่พักแค่ คืนเดียวเท่านั้น ...และในต้นศตวรรษที่ 20 ปราสาทแห่งนี้กลายเป็นที่ประทับของพระนางมารีแห่งโรมาเนีย (ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานของพระราชินีวิคทอเรียแห่งสหราชอาณาจักร) ต่อมาปราสาทบราน ตกทอดสู่เจ้าหญิงอิเลน่าแห่งโรมาเนีย พระธิดาของพระนางมารี ....

 


จนกระทั่งในปี คศ.1948 พรรคคอมมิวนิสต์ได้เข้ายึดครองปราสาทหลังนี้ และเนรเทศเชื้อพระวงศ์ออกนอกประเทศ ปราสาทบรานจึงทรุดโทรมลง โดยไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นเวลาหลายสิบปี จนกระทั่งถึงปี คศ.1989 หลังการปฎิวัติโรมาเนีย และการล่มสลายของระบอบคอมมิวนิสต์ รัฐบาลจึงปรับปรุงปราสาทหลังนี้ ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวและพิพิธภัณฑ์ ด้วยความโด่งดังที่มาจากตำนานที่แต่งขึ้น และกลายเป็นหนังที่คนดูทั่วโลก จดจำความน่ากลัวของมันได้.....


ปราสาทแดร๊กคิวล่า จึงถือเป็น "ความจริงที่หลอกลวง" แต่เรื่องนี้ชาวโรมาเนียไม่ได้โวยวายอะไร เพราะความจริงลวงนี้นำเงินตราเข้าประเทศมหาศาล ล่าสุด มีข่าวว่า ทายาทผู้ครองแคว้นทรานซิลวาเนีย (ไม่ใช่ทายาทผีดิบดูดเลือด) ประกาศจะขายปราสาทบรานให้รัฐบาลโรมาเนียเป็นเงินถึง 60 ล้านยูโร หรือแค่ 2,800 กว่าล้านบาท.... โอ้ว ... บางครั้งการหลอกลวงมันก็มีประโยชน์เหมียนกัลแฮะ ฮิๆๆๆ....


ภาพจาก ภาพยนต์ เรื่อง "Dracula"

 





 
The Overtoun Bridge Scotland


สะพานฆ่าตัวตายสุดเฮี้ยนของเหล่าสุนัข ที่สก๊อตแลนด์

 


สะพานสุสานสุนัข เป็นสะพานโค้งสร้างในปี 1859 ในมิลตัน ดัมบาร์ดัน สก็อตแลนด์ ที่มันได้ชื่อฉายานี้เพราะอดีตที่ผ่านมามีสุนัขหลายตัวไปฆ่าตัวตายโดยการ กระโดดลงไปจาก สะพานแห่งนี้อย่างไม่ทราบสาเหตุ.....

 

จากการศึกษาพบว่าสุนัขในแถบนั้นนั้นเริ่มมีพฤติกรรมฆ่าตัวตายโดยโดดจากสะพาน เริ่มในช่วง 1950 หรือ 1960 เฉลี่ยหนึ่งตัวต่อหนึ่งเดือน โดยจุดที่กระโดดนั้นนำไปสู่ความสูงกว่าสิบห้าฟุตทำให้สุนัขตายทันที แม้สุนัขบางส่วนรอดก็จริงแต่มันก็กลับมากระโดดฆ่าตัวตายอีก.......


และที่น่าสนใจคือสุนัขที่ฆ่าตัวตายส่วนใหญ่จะเป็นสายพันธุ์ที่จมูกยาว ทำให้หลายคนเชื่อว่าสะพานนี้มีผีสิงและอาจเป็นคำสาปของเด็กคนหนึ่งที่ถูกโยนตกสะพานในปี 1994 และคนโยนก็มีพฤติกรรมอยากฆ่าตัวตายด้วยเช่นกัน....ใครรักหมาอย่าพาไปเดินเด็ดขาด!!



และนอกจากนี้ยังมีคนเชื่อว่าสะพานแห่งนี้เป็นที่กั้นระหว่างโลกคนเป็นกับคนตาย ซึ่งเป็นสายตรงหากจะข้ามไป ซึ่งปรากฏการณ์เหล่านี้ได้รับความสนใจจากต่างประเทศ สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์ได้ส่งคนเข้ามาตรวจสอบ ก็พบว่าบริเวณนั้นเป็นผู้อยู่อาศัยของหนูและตัวมิงเยอะ จากการตรวจสอบพบว่าพวกมันมีกลิ่นที่สุนัขไม่ชอบและนี้คือสาเหตุที่ทำให้ สุนัขมีความคิดอยากฆ่าตัวตายหรือไม่นั้นก็ไม่สามารถตรวจสอบได้..... เป็นเช่นนั้นแลลลล.....






Stull Cemetery Geteway to hell

สุสานซาตาน ประตูสู่ขุมนรกที่สหรัฐอเมริกา



มีสุสานทั่วอเมริกาสถานที่ที่มีชื่อเสียง แต่จะมีที่ไหนเล่าที่ได้รับการกล่าวขวัญว่าเป็น "สุสานผีสิง" เหมือนดั่งเช่นที่นี่ สุสาน Stull เป็นมากกว่าสุสานที่มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับผีสิง เหนือกว่านั้น มันยังเป็นที่ที่เราจะได้เจอถึงระดับปิศาจ และ ซาตานด้วยซ้ำไป กล่าวได้ว่าเป็นสถานที่ที่น่ากลัวสุดๆ จนได้รับขนานนามว่าเป็น "ประตูลงไปสู่ห้วงนรก" กันเลยทีเดียว....



สุสานและคริสตจักรที่ถูกทอดทิ้งแห่งนี้ ตั้งอยู่ถัดไปจากเมืองแคนซัส เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่เกือบจะถูกลืมเลือนไปแล้ว มีบ้านไม่กี่หลังและมีประชากรที่ถูกกล่าวหาว่ามีจำนวนหนึ่งซึ่งไม่ใช่มนุษย์มาอาศัยอยู่อีกด้วย!! 


นอกจากนี้ยังมีหมายเลขบ้านบางหลัง ดันไปมีหมายเลขที่คล้ายเครื่องหมายหรือเลขหมายที่เกี่ยวข้องกับตำนานและนิทานแปลกๆที่เชื่อมโยงกับคริสตจักรเก่าและเรื่องเล่าสยองขวัญ หลายปีที่ผ่านมาเรื่องราวของผีและเหตุการณ์เหนือธรรมชาติได้ล้อมรอบสุสานเก่าแห่งนี้ มันเป็นสถานที่ที่ดึงดูดให้มาพิสูจณ์เรื่องราวเหนือธรรมชาติจากบุคคลหลากหลายแขนงด้วยกัน...

  

 

แต่เมื่อไม่นานมานี้ ประมาณเมษายน 2012 กลับพบว่า โบสถ์แห่งนี้กลับถล่มลงมาอย่างลึกลับ บ้างกว่าเจ้าของที่ทำการทุบทิ้ง แต่ก็ยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างแน่นอน

แต่ถึงแม้ว่า มันจะเหลือเพียงแต่ซาก ก็ยังมีคนกล้าท้าลองดี เดินทางมายังสถานที่แห่งนี้เพื่อทำกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับภูติผี ซาตานกันอย่างต่อเนื่องเรื่อยมา....


เมือง Stull ตั้งอยู่ประมาณสิบไมล์ทางทิศตะวันตกของอเรนซ์ ในส่วนหนึ่งของรัฐแคนซัสทางตะวันออกเฉียงเหนือ สามารถไปได้โดยการเดินทางทางทิศตะวันตกบนถนนเส้น 40 และจากนั้นเดินทางตรงไปทางตะวันตก Stull เราสามารถพบเมืองนี้ได้บนขอบด้านตะวันตกเฉียงเหนือของทะเลสาปคลินตันและใกล้กับอุทยานแห่งชาติ คลินตัน หากท่านจะไปยังสุสานแห่งนี้ จำเป็นต้องมีผู้นำทางไปที่นั่นด้วย เพื่อป้องกันความปลอดภัยของตัวท่านเอง หึหึ..... จะไปกันไหมมมมม...??






 
และก็มาถึงที่สุดท้าย...............
 

The Hell Town Ohio

เมืองนรกสุดสยอง แห่งสหรัฐอเมริกา



Helltown หรือเฮลล์ทาวน์ ถูกขนานนามไว้ว่า เป็นหนึ่งในบรรดาสถานที่ ที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด และแอบแฝงไปด้วยปรากฏการณ์หรืออำนาจที่เหนือธรรมชาติ และสถานที่แห่งนี้ ก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่เต็มไปด้วยความสับสน ซับซ้อน ซ่อนเงื่อน มีแต่ความลึกลับน่าสะพรึงกลัวดำมืดแฝงเร้นอยู่ทั่วทุกอณูแห่งสถานที่แห่งนี้...


เฮลล์ทาวน์ เป็นสถานที่ ที่มีเรื่องราวเล่าขานกันมามากมาย และแต่ละตำนานที่เล่าขานกันมานั้น ประกอบไปด้วยเรื่องราวที่แตกต่างกันออกไปอีก เฮลล์ทาวน์ ตั้งอยู่บนจุดสูงสุด ทางตอนเหนือของประเทศ ตัวเมืองล้อมรอบไปด้วย เมืองอื่น ๆ อีกหลายเมือง อาทิ....เมืองบอสตัน บอสตันทาวน์ชิพ เพนินซูล่า ซาก้ามอร์ ฮิลล์ และเนอธฟิลด์ ทาวน์ชิพ ปัจจุบันเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เกี่ยวโยงกับเฮลล์ทาว์ มีเยอะแยะมากมาย เป็นเรื่องยากลำบากพอสมควร ที่จะพยายามติดตามแกะรอยของเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด....

เราลองมาดูเรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมาว่ามีอะไรกันบ้างนะครับ แต่ละอัน ขนหัวลุกและน่าติดตามทั้งนั้น หุหุหุ....


ว่ากันด้วย .... แผนการลับของรัฐบาล

 


กล่าวกันว่า....รัฐบาลในสมัยนั้น พยายามที่จะปกปิดความจริง เกี่ยวกับการรั่วซึมของสารเคมี ที่เป็นอันตรายถึงชีวิต และกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ สารเคมีดังกล่าว เป็นผลทำให้ ผู้คน และเด็ก ๆ รวมทั้งสัตว์ต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่นะ ที่แห่งนี้ เกิดการเปลี่ยนแปลง กลายพันธุ์ และกลายเป็น มนุษย์กลายพันธุ์ไปในที่สุด... แต่ทางรัฐบาลก็ปฐิเสธเรื่องราวทั้งหมดมาโดยตลอดว่าไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นแน่นอน ... ว่าแต่ว่า ทำไมถึงปิดตายเมืองล่ะ มันน่าสงสัย....



ตำนานเกี่ยวกับสุสาน 

“สุสานของชุมชนแห่งนี้ มีภูตผี มานั่งบนม้านั่ง ดวงตาจ้องเขม็ง ไปข้างหน้า เหมือนกำลังจ้องมองบางสิ่งที่อยู่ตรงหน้า”

ความจริงที่อยู่เบื้องหลังคือ The Ghosts of Ohio หรือ โกสท์ ออฟ โฮไฮไอ้ ( เป็นองค์กรหนึ่ง ที่คอยตรวจสอบ แกะรอย สืบ เรื่องราวเกี่ยวกับภูติ ผี ปีศาจ หรือเรื่องที่อยู่เหนือธรรมชาติ) ....เดอะโกสท์ ออฟ โอไฮไอ้ ไม่สามารถที่จะอธิบายประโยคที่ว่า “ภูตผี มานั่งบนม้านั่ง ดวงตาจ้องเขม็ง ไปข้างหน้า “ คืออะไร เป็นมาอย่างไรแน่ 


ที่น่าแปลกก็คือสุสานแห่งนี้ หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Boston Cemetery สุสานบอสตั้น ไม่มีม้านั่งแม้แต่ตัวเดียว และตำนานยังกล่าวขานกันว่าต้นไม้ในสุสานมันเคลื่อนไหวเองได้....โห....น่าขนลุกจริงแท้....


เรื่องกล่าวขานเป็นตำนานที่ว่านี้ ได้เล่ากันปากต่อปาก ไปทั่วโลกไซเบอร์ และนี้ ก็เป็นอีกเรื่องที่หาข้อมูลใด ๆ ไม่ได้เลย อย่างไรก็ตาม องค์กร เดอะโกสท์ ออฟ โอไฮไอ้ ก็กลับได้รับอีเมล์ลึกลับฉบับหนึ่ง ซึ่งมีข้อความบอกว่า การที่ต้นไม้เคลื่อนไหวได้นั้น “ เป็นการกระทำของ กลุ่มที่นับถือซาตาน “ เพื่อที่จะปกป้อง พิธีกรรมอันลึกลับ โอ้แม่จ้าววว.....


ตำนานบ้านร้างหลังใหญ่ในป่า 

กล่าวขานมาว่า มีบ้านร้างอยู่หลังหนึ่งในป่า และบ้านหลังนี้ จะปรากฏว่ามีคน เปิดไฟอยู่ชั้นบนของบ้าน แสงไฟลอดช่องหน้าต่างออกมาให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง อั้ยยะ!!!......

 

ตำนานรถโรงเรียนสยองขวัญ 

ตำนานเล่าขานกันมาว่ารถโรงเรียน โดนลากเข้าไปในป่า พร้อมทั้งเด็ก ๆ ในรถทั้งคัน และเด็กนักเรียนทั้งหมด โดนฆ่าอย่างทารุณโหดร้าย บ้างก็เล่าว่าโดยฆาตรกรต่อเนื่อง คนไข้ที่หลบหนีออกจากโรงพยาบาลโรคจิต กลุ่มลัทธิซาตาน หรือ สมาชิกบางคนที่นับถือลัทธิซาตาน...


และเหตุการณ์อันน่าขนลุกขนพอง ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือ เล่ากันว่า รถโรงเรียน เต็มไปด้วยผี หรือวิญญาณของเด็ก ๆ ที่โดนฆ่า แต่ละคน ยังนั่งอยู่ที่เบาะของตนวิญญาณของฆาตรกรที่ลงมือฆ่าเด็ก ยังปรากฏให้เห็น จากเบาะหลังภายในตัวรถ บ้างก็ว่า นั่งสูบบุหรี่อยู่เบาะหลังรถคันนี้ บางครั้ง จะได้ยินเสียงของพวกเด็ก ๆ ทั้งหัวเราะ และหวีดร้อง ดังออกมาจากตัวรถ.....หึหึหึหึ.....


ผู้คนที่อาศัยอยู่ในละแวกนั้น พยายามที่จะเคลื่อนย้ายรถต้องคำสาปคันนี้ออกไปที่อื่นเสีย แต่ทว่าก็พากันประสบอุบัติเหตุ บ้างก็ถึงกับเสียชีวิตจากการที่พยายามเคลื่อนย้ายรถต้องคำสาปคันนี้ก็มี ผู้คนจึงตัดสินใจ ทิ้งไว้ ณ ที่ตรงนั้น...โดยไม่มีใครกล้าแตะต้อง ตราบจนถึงทุกวันนี้ .... สยองซะ


โบถส์ของซาตาน The Satanic Church 

ร่ำลือกันมาว่า สถานที่แห่งนี้ เป็นโบสถ์ที่ใช้ ประกอบพิธีบวงสรวงของบรรดาสาวกที่นับถือลัทธิซาตาน มีไม้กางเขนกลับหัว สัญลักษณ์ของสัตว์กลายพันธุ์ และสัญลักษณ์ของซาตาน อยู่เต็มไปหมดภายในโบถส์แห่งนี้.........


สะพานแห่งเสียงร้องของเด็ก 

เล่ากันว่า....มีคนเอาเด็กทารกมาโยนทิ้งที่สะพานแห่งนี้ และได้เสียชีวิตในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตาม กฎต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ คุณหรือใครที่ต้องการจะไปชมสถานที่แห่งนี้สิ่งที่ควรปฏิบัติ และห้ามยกเว้นในข้อใดข้อหนึ่งคือ....

1.เอากุญแจสำรองไปด้วย

2.ไปที่แห่งนี้ตอนกลางคืน

3.จอดรถไว้บนสะพาน

4. ดับเครื่องยนต์

5.เก็บกุญแจสำรองไว้ในกระเป๋าของคุณ

6. ออกจากรถ

7.ล็อครถของคุณเสีย

8.เดินออกจากตัวสะพาน

9.ยืนอยู่แถว ๆ นั้นซักครู่

10.แล้วเดินกลับมาที่รถของคุณ และเมื่อคุณหวนกลับมาที่รถอีกครั้ง คุณก็จะเห็นรอยเท้าของเด็ก...อยู่บนรถของคุณ... ไอ๊ย๋าาาาา....


The End of the World Road 

หรือ ถนนแห่งจุดจบของโลก ... ว่ากันว่า ถ้าใครได้เดินทางเข้าไปในถนนแห่งนี้ คุณจะหลุดเข้าไปสู่อีกมิติหนึ่ง และจะไม่มีวันได้กลับออกมาอีกตลอดกาล ....อ่า...................ไม่ไปดีกว่า เหอๆๆๆๆๆ....

ตำนานเมืองนี้ยังมีอีกมากมาย ใครสนใจใคร่รู้เชิญไปพิสูจณ์เองได้ หรือ ไม่มีตังค์ไปก็ลองไปอ่านกันต่อได้ที่เวปนี้ครับ...


เอาล่ะ ในทีสุดก็จบลงแล้วกับการพาไปเที่ยวในสถานที่ที่น่าขนลุกจากทั่วโลก....หวังว่าคงจะเพลินตาเพลินใจกันไป รวมทั้งขนลุกไปด้วย 5555

ข้อมูลทั้งหมดผมนำมาจากเว็บ telegraph.co.uk/travel

ส่วนรูปประกอบ และข้อมูลก็เซิสมาจาก วิกิพีเดีย แล้วนำมาแปลคร่าวๆอีกที

วันนี้ขอจากลากันเพียงเท่านี้ก่อนนะครับ ไว้อย่าลืมติดตามกันต่อไป กับเรื่องราวลึกลับที่ยังรอการพิสูจณ์จากทั่วโลก

รับประกันว่า เรื่องหน้า สนุกแน่นอนครับ รับประกันได้......

ไว้เจอกันจ้า ......


Thank CR : wikipedia.org 
Thank CR : telegraph.co.uk/travel


แชร์และแสดงความคิดเห็นผ่าน Facebook ได้ที่นี่เลยจ้า!!